23 November 2006

เพลินการเมือง

" สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกไม่ว่ายุคใดไม่ใช่กำลัง อำนาจ หรือเงินตรา หากเป็น ความคิดโดยเเฉพาะ ความคิดแม่บท ซึ่งเป็นกรอบกำหนดให้คนมีทัศนะและท่าทีต่อการดำเนินชีวิตทางเศรษฐกิจ ทางสังคม หรือทางการเมือง
...ในอดีตมนุษย์เรามีผู้ครุนคิดอยู่แทบทุกมุมโลก แต่ความคิดแม่บทของคนโลกซีกตะวันตกกลับมีอิธิพลอย่างมาต่อชาวโลกเกือบทั้งหมด..ในแง่นี้โลกเราจึงแบ่งออกเป็น 2 ด้าน ไม่ใช่โลกที่ยากจนกับโลกที่ร่ำรวยแต่เป็นโลกที่ผลิตความคิดแม่บทกับโลกของผู้บริโภคหรือเสพความคิด
...ผมเห็นว่า ถ้าเราอยากอยู่ในโลกยุคโลกาภิวัฒน์ให้รอดและอยู่ดี เป้าหมายของเราไม่ควรหยุดอยู่ที่การอยากเป็น "สังคมความรู้" แต่ต้องมุ่งเป็น "สังคมที่คิดเป็นและคิดชอบ"
ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวนิช
ผู้บังคับการวชิราวุธวิทยาลัย

ที่มา : ชัยอนันต์ สมุทวนิช, เพลิน, กรุงเทพฯ: พี.เพรส, 2541 ปกหลัง

10 November 2006

Pragmatism เหตุผลที่นำมาหักล้างพวก Creative


ผมไปอ่านบทความของคุณธงชัย แห่งสำนักวิสคอนซินมา เป็นเรื่องเกี่ยวกับ pragmatism หรือพวกมุ่งผลโดยไม่สนวิธีการ อยากให้อ่านดูนะครับ หลายๆอย่างที่นำมาเขียนก็เป็นเรื่องจริงที่ผู้เขียนเสียดสีได้อย่างเมามัน ผมก็เห็นด้วยในหลายๆเรื่อง แต่ขอตั้งประเด็นไว้ตามนี้ละกันนะครับ
http://www.bangkokbiznews.com/level3/news_119333.jsp

1.ผู้เขียนเป็นพวก pragmatism พวกหนึ่งหรือไม่?
2.ทำอย่างไรจึงจะไม่ถูกจัดว่าเป็น pragmatism ในความหมายของผู้เขียน
3.วิธีการ (means) กับ เป้าหมาย (Goal) อะไรมาก่อนกัน และอะไรที่เป็นตัวกำหนดวิธีการจริงๆ

สำหรับผมเองแล้วคนที่โพสต์ข้อความส่วนใหญ่ไม่น่าจะเข้าใจในสิ่งที่ผู้เขียนสื่อซักเท่าไร อยากให้คุณคิดความเห็นของตนเองก่อนที่จะอ่านความเห็นคนอื่นนะครับ
สำหรับผมแล้วคิดว่า pragmatism คงอยู่กันคนละขั่วกับคำว่า creative เนื่องด้วย pragmatist จะอยู่ในกรอบของตนที่วางหลักเอาไว้ แต่พวก creative จะพยายามเอาตนเองออกนอกกรอบความคิดที่คนอื่นสร้าง หาช่องว่างแล้วใส่อุดมคติตนลงไป พวกแรกอาจจะมองว่าแม้แต่หลักการที่จะต้องออกจากกรอบเดิม ก็เป็น pragmatism ประเภทหนึ่ง ทำไมต้องยึดหลักเยี่ยงนั้นด้วยเล่า
สิ่งเดียวที่ผมคิดได้และจะมาเป็นบรรทัดฐานของ pragmatism ก็คือคำว่า ศีลธรรม และความชอบธรรมอันมีอยู่ส่วนตนนั้นเอง

เติ่ง เสียว ผิง ได้บอกว่า แมวไม่สำคัญว่าสีอะไร ขอให้จับหนูได้เป็นพอ
คณะราษฎร์บอกว่า การปกครองไทยควรจะมาจากประชาชน (ต้องเป็นพวกพ้องของตน ไม่ใช่เจ้า ไม่ใช่กษัตริย์)
ผมบอกว่า แมวไม่สำคัญว่าจะจับหนูได้เก่งเพียงใดก็ไม่ดีเท่าใช้ยาเบื่อ เพราะผลคือหนูตายเหมือนกัน (Pragmatism) ('',)

20 October 2006

When minority rules majority

ช่วงนี้การบ้านการเมืองเริ่มเกิดอาการเฉื่อย ผมว่าความตื่นตัวด้านการเมืองของผมลดลงมาก อ่าน นสพ.เรื่องการเมืองน้อยลงแต่ใส่ใจกับปรัชญาการเมืองที่มีในอดีตมากขึ้น สำหรับประเด็นที่ผมหยิบมาในวันที่คือ ประชาธิไตยของคนกลุ่มน้อย วันนี้ผมไม่แน่ใจว่าเราถูกปกครองโดยคนกลุ่มน้อยของประเทศหรือเปล่า สังเกตว่าสื่อจะให้ความสนใจกับคนที่ออกมาคัดค้านเป็นพิเศษแต่ไม่ให้น้ำหนักกับคนที่สนับสนุน อันนี้ผมเห็นว่าแปลกมากและไม่มีตรรกะเอาเสียเลย ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเกิดการรัฐประหารได้นายกพระราชทานมา เสียงจากทางฝ่ายไทยรักไทยหายไปเกือบหมด การออกมาชี้แจงของโฆษกพรรคแทบจะไม่มีบทบาทอะไรมากมาย ประเด็นห่วยใต้ดิน การห้ามโฆษณาเหล้า หรือแม้แต่จำกัดอายุผู้ดื่มเหล้า เรื่องที่สื่อออกมามีแต่เห็นด้วย เห็นด้วย และ เห็นด้วย ทั้งๆที่จริงๆในสังคมที่มีเสรีภาพ มันควรแสดงน้ำหนักของผู้คัดค้าน ออกมาเท่าๆกับผู้สนับสนุน ส่วนใครจะเชื่ออย่างไรนั้นเป็นการใช้เหตุผลแบบวิพากษ์วิธี สิ่งที่ผมเห็นในวันนี้ไม่ใช่อย่างนั้น สื่อไม่ได้ถูกปิดกัน แต่สื่อทำตัวเหมือนกระจกเงาที่แตกเป็นสองส่วน แต่สะท้อนออกมาเฉพาะส่วนที่เป็นส่วนน้อย พื้นที่ส่วนใหญ่ถูกปิดกัน ยกตัวอย่างในวันนี้คือการที่ อาจารย์มีชัย ถูกปฏิเสธไม่ให้เข้ามีส่วนร่วมในสภานิติบัญญัติ ทั้งนี้รวมไปถึง อ.วิษณุและ บวรศักดิ์ด้วย อาจารย์รัฐศาสตร์ จุฬาฯคนหนึ่งให้เหตุผลว่า เพราะคนเหล่านี้ทำให้เกิดวิกฤติการเมืองขึ้น สำหรับคนที่เคยอยู่ในรัฐบาลก่อนก็สามารถเตือนทักษินได้แต่ไม่ทำ เห็นได้ชัดว่าไม่กล้าแม้เพียงจะขัดแย้งกับอำนาจมืด ว่ากันไปนั้น แม้เหตุผลจะดูตื้นๆและใช้เหตุว่าอะไรที่เกี่ยวพันกับทักษินเป็นผิดไปหมด ไม่ดูผลงานที่เคยทำในอดีตมาชั่งน้ำหนักอย่างนี้จะเป็นธรรมได้อย่างไร สื่อก็แสดงแต่พวกคัดค้าน พวกสนับสนุนไม่เห็นมี แปลกนะ อย่างนี้หรือที่เรียกว่าเสรีภาพของสื่อ
ผมเป็นคนหนึ่งที่เชื่อในประชาธิปไตยพหุนิยม คือคนส่วนน้อยก็จะต้องมีสิทธิมีเสียงแต่คนส่วนใหญ่ย่อมสำคัญกว่า ไม่ใช่รัฐจะตอบสนองเฉพาะคนส่วนใหญ่ ผมเห็นว่าตอนนี้คนส่วนน้อยปกครองคนส่วนมาก ไม่ใช่ว่ากันโดยระบบผู้แทน แต่เป็นการวัดจากความเชื่อ รัฐบาลเริ่มมีนโยบายแบบรัฐราชการ คือสั่งอย่างเดียว คุกคามสิทธิและเสรีภาพของประชาชนมาก คำถามคือ ผู้ใช้อำนาจรัฐตอนนี้เป็นผู้ที่สะท้อนภาพของคนส่วนใหญ่หรือไม่ และ การวางนโยบายของรัฐตอบสนองคนส่วนใหญ่หรือไม่ ประชานิยมกับรัฐสวัสดิการแตกต่างกันอย่างไร หากประชานิยมไม่ดีจริงทำไมรัฐบาลพระราชทานชุดนี้จึงไม่ล้มโครงการต่างๆทิ้งเสีย เราพึงระมัดระวังสิทธิเสรีภาพของเราไว้เถิด อย่าวางใจนักบุญฟ้าประทานเสียหมดหัวใจ.............

06 October 2006

พักเรื่องการเมือง มาแนะนำหนังสือน่าอ่าน


ตอนนี้กำลังอ่านเรื่อง โลกของโซฟีอยู่ครับ เป็นหนังสือที่อาจารย์นันท์ แห่ง นิติศาสตร์จุฬาฯแนะนำให้อ่านในวิชา ทฤษฎีกฎหมายมหาชน ตอนแรกก็นึกว่าจะเป็นเรื่องทฤษฎีการเมือง แต่พออ่านแล้วก็เข้าใจเหตุผลที่อาจารย์แนะนำครับ คือหนังสือเล่มนี้จะปูพื้นฐานให้เราเข้าใจแนวคิดแบบชาวตะวันตก วิธีคิดและการเข้าใจโลกของพวกเขาต่างกับชาวตะวันออกอย่างเราทีเดียวครับ ผมไม่อยากบอกว่าในหนังสือเล่มนี้มันเขียนว่าอย่างไร อยากให้ไปหาอ่านกันเอาเองมากกว่าครับ โดยเฉพาะพวกที่เรียนสายสังคมศาสตร์ที่เอาแนวคิดตะวันตกมาตั้ง หากได้อ่านแล้วจะทำให้รู้วิธีคิดอย่างชาวตะวันตก และทำให้เราเห็นตัวเราชัดเจนขึ้นโดยเฉพาะการมองปรัชญาแบบมหภาคครับ เล่มนี้ทำให้ผมเข้าใจอะไรๆขึ้นเยอะบนโลกใบนี้ หากได้อ่าน "ไอสไตน์ถามพระพุทธเจ้าตอบ" มาก่อนแล้ว เราทึ่งเลยว่าพระพุทธเจ้าอธิบายเรื่องที่ชาวตะวันตกใช้เวลาหลายศตวรรษในการให้เหตุผลได้โดยคำพูดเพียงไม่กี่คำ
ลองหาอ่านดูนะครับ ราคาไม่แพงเลย นับว่าราคาถูกมากหากเทียบกับนวนิยายที่ขายกันทั่วไป (ราคาไม่ถึงบัตรเติมเงิน 30 วันด้วยซ้ำ)


รายละเอียดโปรดคลิก http://www.tarad.com/kledthaishopping/product.detail.php?lang=th&id=145309#

05 October 2006

เช็ค บิล!


คราวใครก็คราวมันละครับ ไม่รู้ว่าคำว่ายุติธรรม เป็นกลาง เป็นธรรม ตอนนี้มันคืออะไร อยากไห้อ่านความเห็นของ etat de droit วันที่ 3 ตุลาคม 2549 นะครับ สำหรับผมเห็นว่าการที่จะเอาคนที่มีอคติเป็นการส่วนตัวมาทำการตรวจสอบเป็นความไม่เป็นธรรม และไม่เป็นกลางอย่างยิ่งเนื่องจากความเป็นอคตินี้เองจะเป็นเครื่องบังตา ทำให้ไม่เห็นในสิ่งที่ควรเห็น เปรียบได้ดั่งการใส่แว่นสีที่นักกฎหมายรุ่นต่อรุ่นย้ำเป็นหนักหนาว่าจะทำให้พิจาณาข้อเท็จจริงผิดพลาด เมื่อขอเท็จจริงยังพลาด ข้อกฎหมายก็ต้องเพี้ยนเป็นธรรมดา ผมเห็นว่าการตรวจสอบทุจริตเป็นเรื่องดี ดีมากๆเลยด้วย แต่การที่จะให้คนดีถือดาบไปทะลวงฟันโดยไม่มีคู่มือการใช้ดาบ หรือกฎเหล็กให้อัศวินต้องเคารพ อัศวินเหล่านั้นวันหนึ่งคงจะเพลินในอำนาจที่มีอยู่ จากนั้นผู้อ่านก็คงรู้จากบทเรียนที่เพิ่งผ่านไปแล้วว่าอะไรจะเกิดอะไรต่อไป
ผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับการติดดาบให้สตง.ในคราวนี้ เนื่องจากตาม รธน.40 จัดให้ คตง.เป็นคนที่มาควบคุม สตง. เป็นการคานและดุลอำนาจ ตรวจสอบกันเองในองค์กร เมื่อ คปค.ฉีก พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ สตง. หมวด1 ทิ้ง หมวดอื่นๆเลยเป็นการให้อำนาจแก่ สตง.เพียงถ่ายเดียว น่ากลัวนะครับหากว่าจะมีองค์กรใดที่มีอำนาจสูงสุดโดยปราศจากการตรวจสอบและถ่วงดุล ผมอยากจะให้มองกันที่ระบบมากกว่ามองกันที่คน จริงอยู่ที่เมื่อได้คนดีมาบริหารประเดี๋ยวระบบมันก็ดีตามมาเอง แต่สิ่งที่คนหลายๆคนลืมคิด หรือไม่เชื่อคือ มนุษย์มันเปลี่ยนไปตามกาลเวลาเอาแน่เอานอนไม่ได้หรอก ระบบที่ดีจะทำให้คนดีอยู่ได้ คนชั่วทำชั่วไม่ได้ ตอนนี้เราให้ความสำคัญกับ"คน"ซะจนลืมให้ความสำคัญกับระบบ ตัวอย่างเช่น ตั้งนายกพระราชทานฯได้แล้ว กำลังตั้งครม.ใหม่ จนวันนี้ยังไม่ยกเลิกประกาศที่ห้ามบุคคลชุมนุมทางการเมืองเกินกว่า 5 คนเลยละครับ
อย่างไรก็ดีผมก็ดีใจที่ได้นายกฯใหม่ที่ดี มีคุณภาพ หากนายกฯจะลงเล่นการเมืองตามปรกติผมก็คงจะได้เสียงข้างมากไม่ยากนัก เราควรสงสัยว่าทำไมคนดีๆอย่าง นายกฯ หรือ บุคคลที่สังคมเคารพจึงไม่ยอมลงมาบริหาร ไม่ยอมลงสนามการเมือง มีแต่คนที่อยากจะกอบโกยประโยชน์ หรืออยากมีอำนาจที่ลงงสนามการเมือง เราน่าจะมีวิธดึงคนดีเข้าสู่ระบบการเมืองที่ดีกว่า การแต่งตั้ง สว.พระราชทานนะครับ ฤาประเทศไทยจะไม่เหมาะกับการปกครองแบบประชาธิปไตยพระราชทานจริงๆ

23 September 2006


อย่างที่บอกของแบบนี้มีแต่ที่ประเทศไทย.....
โล่งใจที่ไม่มีการเสียเลือดเสียเนื้อ

22 September 2006

โจ๊กรัฐประหาร



ผมต้องขอพักการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองเนื่องจากมีคำสั่งคณะปฏิวัติออกมาโดยให้เหตุผลเพื่อความสามัคคีของชาติบ้านเมืองนะครับ เอาว่าคราวนี้มีเรื่องขำขำมาฝาก เป็นเกร็ดการรัฐประหารครั้งนี้ครับ

1.รัฐประหารครั้งนี้คงเป็นการรัฐประหารที่น่ารักที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย
รถถังออกมาวิ่งกันเต็มเมือง แรกๆคนก็ตกใจ ผ่านไปไม่ถึง 24 ชั่วโมงคนไทยหอบลูกจูงหลานไปเที่ยวชม ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกับทหารและรถถัง บางแห่งถึงขั้นให้เด็กๆขั้นเป็นเล่นเหมือนวันเด็กอีกด้วย อย่างในภาพแม้แต่ฝรั่งตาน้ำข้าวก็พลอยเป็นไทยมุงกับเขาด้วย "นี้รัฐประหารจริงๆหรือครับเพ่"
2.มีเรื่องเล่ามาจากเจ้าหน้าที่ อสมท. วันที่19ตอนกลางคืน ทหารในรถลำเลียงพลวิ่งมาจอดหน้าประตูอสมท.ที่ถ.พระราม9 ทหารหลายนายต่างรีบกระโดดลงจากรถบุกเข้ายึดตัวอาคาร "ชั้นหนี่งเคลียร์ สองเครียร์ สามเครียร์" ผ่านไปไม่กี่นาทีผลทหารสองสามนายก็ลากตัวรปภมาให้นาย นายทหารสั่ง "เรายึดพื้นที่ไว้หมดแล้ว ขอให้คุณหยุกการออกอากาศวิทยุเดี๋ยวนี้" รปภตอบ "ผมเป็นแค่ยาม" ทหารหนุ่มสวนกลับทันควัน "นี้คือคำสั่ง" รปภอำอึ่งกับสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วกล่าวว่า "แต่........." "แต่...อะไร จะปฎิบัติดีๆหรือต้องให้ใช้กำลัง"ทหารตวาดอย่างรุนแรง รปภทำหน้าเซ้งแล้วเอ่ยว่า "คือผมเป็นยามทิพยประกันภัยครับท่าน ผมว่าสิ่งที่ท่านต้องการยึดมันอยู่ถัดไปจากตึกนี้" ทหาร ?????


อันนี้ไม่รู้จริงหรือเปล่าแต่ว่าก็มีมูลเหมือนกันเพราะหาเข้าอสมท.ทางพระราม9 ก็ต้องผ่านอาคารจอดรถไปก่อนถึงจะเจอตึกอำนวยการ หากไม่สังเกตก็คงไปผิดตึกนะครับ ฮิฮิ....

21 September 2006

ความเคยชินทางการเมือง


Soldiers Never Die! (From Thai Politic)

ประชาธิปไตย ประชารัฐ กับ นิติรัฐประหาร

ก่อนอื่นขอไวอาลัยให้กับรัฐธรรมนูญไทย ปี40 รธน.ฉบับที่เมื่อ 7 ปีก่อนมีคนออกมาสรรเสริญว่าเป็นกฎหมายสูงสุดที่ดีที่สุดในโลก ทั้งยังเป็นรัฐธรรมนูญที่รับรองสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทยไว้มากที่สุดอีกด้วย บัดนี้ถึงวาระสุดท้ายของความรุ่งโรจน์ในรัฐธรรมนูญนิยมไปแล้ว ทางหนึ่งผมเสียดายสิ่งที่ร่ำเรียนมาตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ยังเอามาใช้ได้ไม่ถึง 4 เดือน รัฐธรรมนูญก็ถูกฉีกซะแล้ว อีกทางก็ดีใจที่ปัญหาบ้านเมืองที่เรื้อรังมาเกินครึ่งปีกำลังจะหมดลง
รัฐธรรมนูญฉบับนี้มี concept หลักๆคือ รับรองสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย สร้างเสถียรภาพให้กับการเมือง ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง วางระบบสิทธิพื้นฐานที่คนไทยควรได้รับจากรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา การรักษาพยาบาล การแสดงออกซี่งความคิดเห็นและเหนือสิ่งอื่นใดคือให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองซึ่งประการหลังนี้ผมเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำได้ดีมาก ดังจะเห็นได้จากกรณีการชุมนุมประท้วงขับไล่นายกฯที่ผ่านมา กรณีอย่างนี้จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลยหากรัฐธรรมนูญไม่ได้วางหลักเช่นนั้นไว้ ผมก็ไม่แปลกใจเลยที่จะมีพรรคการเมืองแบบไทยรักไทยขึ้น การเมืองที่ผูกกับกลุ่มทุนนิยมใหม่ที่มีฐานจากรากหญ้า ก็รัฐธรรมนูญมันเขียนไว้ชัดในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ หากพรรคอื่นๆจะสนใจกับสิ่งที่รัฐธรรมนูญเขียนไว้บ้างแล้วนำมันมาเป็นนโยบายของพรรค ไม่เล่นการเมืองแบบที่เคยเป็นมาในอดีต ผลก็จะออกมาในทำนองเดียวกับที่พรรคไทยรักไทยทำ ผมขอพักไม่กล่าวถึงในเรื่องนี้ก็แล้วกันนะครับ สิ่งที่อยากจะเขียนในวันนี้คือเรื่องวุฒิภาวะทางการเมืองของคนไทย
ประชาธิปไตยคืออะไร เป็นคำถามที่สำคัญที่ทุกๆคนควรจะถามและเข้าใจก่อนจะแสดงความคิดเห็นทางการเมือง สำหรับผมตอบง่ายๆก็คือการที่การปกครองจากคนส่วนใหญ่ในสังคม แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าใครคือคนส่วนใหญ่ในสังคม ผมก็เห็นว่าเราจะรู้ได้โดยอาศัยการเลือกตั้งจากประชาชน ผลคือเราได้คนที่เป็นตัวแทนของประชาชนเข้ามาทำการบริหารบ้านเมือง อันนี้เป็นแนวคิดง่ายๆสำหรับคำว่าประชาธิปไตย ผมจะถามต่อไปว่าแล้ว คำว่าประชาธิปไตยกับคำว่า รัฐธรรมนูญนิยมมันเหมือนกันหรือไม่ สำหรับผมมันขึ้นอยู่กับว่ารัฐธรรมนูญนั้นมันมีความเป็นประชาธิปไตยแค่ไหน กล่าวคือเป็นกฎหมายสูงสุดสำหรับคนส่วนใหญ่ของประเทศหรือเปล่า ฉบับล่าสุดปี40 นี้ผมเห็นว่าเป็นเพราะ คนส่วนใหญ๋ของประเทศเป็นคนยากจน เกษตรกร พวกเขาต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐ ไม่ใช่ให้สวัสดิการแก่เฉพาะคนระดับกลางและสูงเท่านั้น แล้วคำถามว่าประชาธิปไตยจะมาได้จากผู้มีอำนาจได้หรือไม่ จริงๆแล้วสำหรับประเทศไทยก็เป็นเช่นนั้นโดยเริ่มจากคณะราษฎร์ปฏิวัติ ร.7 พระราชทานรัฐธรรมนูญ ตอนเริ่มต้นก็ไม่มีประชาราษฎร์เข้าไปมีส่วนร่วมซักเท่าไร มันไม่เหมือนกับประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นในฝรั่งเศสที่คนทั้งประเทศลุกฮือกันขึ้นมาต่อต้านกษัตริย์ กลับกันคนที่อยากได้ประชาธิปไตยคือคนที่มีกำลังทหารอยู่ในมือ ดังนั้นประชาธิปไตยที่เราได้มาเลยเป็นประชาธิปไตยของทหาร แบบทหาร และเพื่อทหาร ลักษณะสำคัญก็คือหากมีปัญหาทางการเมืองที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกก็ทำการรัฐประหารเพื่อยุติปัญหา ต่อมาเมื่อนักการเมืองมาจากพลเรือนทางออกก็มีมากขึ้นมาเป็นการยุบสภา สิ่งที่เกิดขึ้นในคราวนี้ผมไม่รู้ว่ามันเป็นการถอยหลังลงคลองหรือว่าเป็นการที่อำนาจคืนสู่ทหารซึ่งเป็นเจ้าของแต่เดิมกันแน่
วงจรอุบาทว์(อย่างที่หลายๆคนเรียกกัน แต่ผมไม่คิดอย่างนั้นเพราะมันคือการเมืองแบบทหาร) ได้กลับคืนมาสู่ระบบการเมืองอีกครั้ง กลับมาเพื่อเป็นทางออกให้กับรัฐธรรมนูญที่กำลังร่อแร่งบิดไปบิดมา หากแม้ว่าจะเป็นผลดีต่อการเมืองไทยและเป็นทางออกให้กับวิกฤติศรัทธาของนักการเมืองและระบบการเมืองแบบทุนนิยม ผมก็ยังคิดว่ามันเร็วเกินไปที่จะใช้วิธีนี้ เพราะ
1. ในเมื่อเรามีรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชน และเราเรียกการปกครองของเราว่าประชาธิปไตย การแก้ไขปัญหาก็ควรจะแก้ไปที่รัฐธรรมนูญ แก้ไปที่กฎหมายไม่ใช่ใช้อำนาจนอกรัฐธรรมนูญมาฉีกรัฐธรรมนูญแล้วเขียนใหม่
2. การใช้กำลังเข้าแก้ปัญหาบ้านเมืองเป็นเรื่องที่ยังไม่ถึงเวลา เพราะความขัดแย้งยังไม่เห็นเป็นรูปธรรม ยังอยู่ในขั้นขู่กันไปกันมาอยู่เราก็ลงดาบเสียแล้ว หากรอให้เลือกตั้งเสร็จ หรือให้กลุ่มพันธมิตรฯประท้วงจนเกิดความรุนแรงก่อนแล้วค่อยรัฐประหาร ผมว่าจะมีความชอบธรรมมากกว่าทั้งในสายตาของต่างประเทศและในสายตาของนักกฎหมาย
3. สังคมที่เจริญแล้วเขามักยุติปัญหาด้วยการใช้องค์กรศาล ด้วยการเจรจา ไม่ใช่ด้วยการใช้กำลัง หากเรามีกติกาแล้วไม่เคารพ ต่างคนก็ต่างจะทำสิ่งที่ตนต้องการสุดท้ายอำนาจเถื่อนก็จะกลับมา
ผมก็ได้แต่หวังว่าสิ่งที่ทหารทำจะเป็นเจตนาที่บริสุทธิ์เพียงอย่างเดียว หากมีเจตนาแอบแฝงประเทศชาติคงจะเสียหายอย่างไม่ได้สัดสวน สิ่งที่น่ากลัวคือในขณะนี้เราไม่มีรัฐธรรมนูญที่รับรองสิทธิของประชาชน ทหารจะทำอะไรก็ได้ ตอนนี้ทหารจะทำอะไรก็ไม่มีใครตรวจสอบ หากมีการยึดทรัพย์แล้วเงินไม่ได้เข้าคลังละใครจะเป็นผู้บังคับให้มันถูกต้อง แล้วถ้ารัฐธรรมนูญใหม่ไม่ได้รับรองสิทธิที่เคยมีอยู่เดิมละ แล้วหากผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือคนในองค์กรอิสระเป็นพวกเดียวกันหมดละ แล้วหากเกิดการกินรวบทั้งระบบเหมือนรัฐบาลที่ผ่านมาละ ?? ผมก็ได้แต่ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิคุ้มครองประเทศไทยให้สงบสุขอย่างให้เกิดความรุนแรง และหวังลึกๆว่า รัฐธรรมนูญใหม่จะยังคุ้มครองสิทธิไม่น้อยกว่าที่ผ่านมา ไม่เช่นนั้นสิ่งที่ผมคิดและร่ำเรียนมาคงเป็นศูนย์สำหรับสังคมไทย

06 September 2006

พวกโซฟิสต์ต่างจากโสกราตีสอย่างไร?

โสกราตีสมีชีวิตอยู่ในยุคเดียวกับพวกโซฟิสต์ โซฟิสต์คือคนที่ขายความรู้ ออกแสวงหาความรู้ไปในที่ต่างๆ หากพูดในภาษาปัจจุบันก็คือเป็นครูหรืออาจารย์นั้นเอง โซฟิสต์จะหากินกับความรู้เล็กๆน้อยๆที่ตนมีอยู่และมักคิดว่าตนเองนั้นเป็นผู้ปราดเปรื่องรอบรู้ ในสมัยกรีกนั้นประชาธิปไตยเป็นตัวที่กระตุ้นให้ผู้คนตื่นตัวในการแสวงหาความรู้ให้แก่ตน ในขณะที่ความรู้ของพวกโซฟิสต์เกิดจากการใช้สมองคิดและสืบทอดกันมา ในหมู่นักปราชญ์ชาวกรีกก็มีแกะดำอยู่นั้นก็คือ โสกราตีส
เขาจะทำเป็นไม่รู้อะไรเลย และถามผู้ที่สนทนาด้วยให้คิดเอง และไตร่ตรองหาคำตอบเอง โสกราตีสจะบังคับให้ต้องใช้สามัญสำนึกเมื่อคุยกับเขาเพราะนั้นคือการคิดได้เองหรือณานประเภทหนึ่ง โสกราตีสเปรียบตนเองเป็นหมอตำแย คือหมอตำแยไม่ได้เป็นคนคลอดแต่จะเป็นผู้ที่ช่วยให้การคลอดลุล่วงไปได้โดยสะดวก ณานทัศนะที่ถูกต้องก็คือความเข้าใจที่แท้จากภายใน ไม่ใช่ได้รับการถ่ายทอดจากผู้อื่น สิ่งที่โสกราตีสต่างจากพวกโซฟิสต์อย่างมากก็คือ เขาไม่เคยคิดว่าตนเองเป็นพวกโซฟิสต์ ไม่เคยคิดว่าตนเองเป็นผู้ปราดเปรื่องหรือสอนหนังสือเพื่อแลกเงินแลกทอง ไม่เป็นครูและผู้ดีที่ปลื้มอกปลื้มใจกับความรู้ที่มีเพียงน้อยนิดของตัวหรือพวกที่ชอบโออวดว่ารู้เรื่องนี้เรื่องนั้นดีทั้งๆที่จริงๆไม่รู้อะไรเลย โสกราตีสคือปราชญผู้รู้เพียงสี่งเดียวว่า "เขาไม่รู้อะไรเลย" ตรงนี้ละครับที่ผมเห็นว่าโสกราตีสกับคำสอนของพระพุทธเจ้าตรงกัน ชาวพุทธเรามีกาลามสูตรที่เป็นหลักไม่ให้เชื่ออะไรง่ายๆ สิ่งที่จะเชื่อได้ก็ต้องมาจากการไตร่ตรองจากตน นอกจากนั้นสิ่งที่คิดว่ารู้จริงๆคือไม่รู้ และการที่คิดได้ว่าตนเองไม่รู้ก็คือการรู้แจ้งอย่างหนึ่ง เป็นแก้วใบเปล่าที่สามารถใส่อะไรลงไปก็ได้ ไม่ใช่ แก้วที่มีน้ำเต็มแก้ว มาถึงจุดนี้ผมคิดว่าปรัชญาในยุคโบราณนั้นมันมีความร่วมสมัยอยู่ไม่ว่าจะเป็นของตะวันตกหรือตะวันออก จุดร่วมนั้นก็ดือความจริงในฐานะที่เป็นอกาลิโกและความจริงชั่วขณะ

15 August 2006

กกต.กับความเป็นกลางทางการเมือง

ช่วงนี้ประเด็นเรื่องการสรรหากกต.ดูจะเป็นที่จับตามองของหลายฝ่าย ในตอนแรกผมเห็นรายชื่อว่าที่กกต.ทั้ง 10 คนที่ได้มาจากที่ประชุมศาลฏีกาก็โล่งใจ 10คนที่ได้ก็น่าจะเป็นกลาง และเป็นมือกฎหมายจริงๆ หลายๆคนในนั้นก็เป็นท่านอาจารย์ที่ได้สั่งสอนวิชากฎหมายให้กับผมเอง ในช่วงแรกทีมข่าวการเมืองหลายๆสำนักก็ออกมายินดีกับทั้ง10ท่าน ทั้งกล่าวว่า 10 คนที่ได้มานี้แหละสุดยอดแล้ว ต่อมาหาเป็นเช่นนั้นไม่ กล่าวคือเมื่อมีข่าวว่าจะมีการบล็อกโวตในชั้นวุฒิสภา ก็เริ่มขุดคุ้ยประวัติมาแฉ ที่ยิ่งกว่านั้นคือกลุ่มพันธมิตรฯที่ออกมากดดันสภาสว. "ห้ามไม่ให้ คุณนาม กับ คุณแก้วสรร หลุดโผ" ตรงนี้ละครับที่เป็นฉนวนให้ผมคิดเรื่องความเป็นกลางของกกต.ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 136
ผมคิดว่าเราน่าจะได้ว่าที่กกต.ที่ไม่มีเอี่ยวกับรัฐบาลไทยรักไทยแล้วละ แต่จะเป็นกกต.ที่มีเอี่ยวกับอีกฝ่ายหรือไม่ อันนี้ไม่แน่ใจ โดยหลักแล้วคนที่เคยเป็นความกันมาก่อนหรือแสดงจุดยืนว่าอยู่ตรงข้ามกันมาก่อนไม่ควรที่จะมาเป็นกรรมการชี้ขาดปัญหาใดๆ คือหลักผลประโยชน์ขัดกัน conflict of interest ทั่วไปละครับ
มาถึงตรงนี้ผมขอให้สังเกตว่า คุณนาม เคยเป็นคนชงเรื่องยุบพรรคไทยรักไทย อีกคนคือ คุณแก้วสรร ขึ้นเวทีไหนก็แสดงจุดยืนตนเองอย่างชัดเจนว่าไม่เอารัฐบาล เยี่ยงนี้แล้วจะถือว่าเป็นกลางทางการเมืองใด้อย่างไร?? ผมว่าผู้พิพากษาคงจะรู้ในหลักข้อนี้ดีอยู่ แล้วทำไมในรายชื่อ 10 ท่านถึงมีกรณีเช่นนี้ได้ น่าแปลกนะครับ

02 August 2006

สิทธิการประท้วง-สิทธิการละเมิดผู้อื่นโดยชอบ

ภาพ:ชัย ราชวัตร, นสพ.ไทยรัฐวันที่ 2 สิงหาคม 2549

ประเด็นที่จะนำมาเขียนในวันนี้คือเรื่องการสิทธิในรัฐธรรมนูญ ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อนายกฯพระราชทาน
ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจตรงกันก่อนว่า รัฐธรรมนูญคืออะไรและมีไว้ทำไม รัฐธรรมนูญคือกติกาในการบริหารปกครองประเทศ เป็นตัวโครงสร้างที่บอกว่ารัฐคืออะไรและใช้อำนาจได้อย่างไร ส่วนรัฐธรรมนูญมีไว้ทำไม หากตอบให้ง่ายที่สุดก็เห็นจะตอบได้ว่า "มีเพื่อจำกัดอำนาจรัฐ ไม่ให้ใช้อำนาจเกินขอบเขต" หลักที่จะนำมาปรับให้เข้ากับการปฏิบัติคือ หลักนิติรัฐ กล่าวคือการกระทำใดๆ ของรัฐต้องชอบด้วยกฎหมาย และกฎหมายสูงสุดในที่นี้หมายถึงรัฐธรรมนูญนั้นเอง
สิทธิในการประท้วงนี้ได้รับการรับรองในรัฐธรรมนูญ มาตรา 44
"บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ
การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะ และเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะหรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในสภาวะสงคราม หรือในระหว่างเวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือประกาศใช้กฎอัยการศึก"
หากพิจารณาจากบทบัญญัติจะเห็นได้ว่า สิทธิในมาตรานี้แม้ได้รับการรับรอง แต่ก็ให้สิทธิอย่างมีขอบเขต กล่าวคือ อาจถูกจำกัดได้ในกรณีเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย(public order) และคุ้มครองคนอื่นที่จะใช้ที่สาธารณะ
ครั้งหนึ่งผมไปสัมมนากฎหมายกับปัญหาสังคม กับนิสิตปี 1 วิทยากรให้ความเห็นว่า แค่คิดว่าจะร่างกฎหมายมาจำกัดสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมก็ผิดแล้ว เพราะสิทธิในตรงนี้มันไม่สามารถจำกัดได้ ต้องให้มันมีเสรีภาพในการคิดการทำ ในการแสดงออกถึงการเรียกร้อง ตรงนี้ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งเพราะตามที่ได้เรียนแล้วคือ สิทธิตรงนี้มันมีข้อจำกัดว่าต้องอยู่ในความสงบ (public order) รัฐยังคงต้องมีอำนาจในการรักษาความสงบเพื่อคุ้มครองผู้อยู่นอกกลุ่มชุมนุม
ยกตัวอย่างการขัดแย้งของสิทธิเช่น เมื่อฝ่ายหนึ่งอ้างสิทธิในการชุมนุมมาปิดถนนหน้าห้างฯ สยาม พารากอน ทำให้บุคคลอื่นๆซึ่งอาจเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยไม่สามารถเดินทางผ่านบริเวณนั้นได้ ดังนี้สิทธิในการเดินทางตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 36 ของคนกลุ่มหลังก็ถูกละเมิด แต่ด้วยความที่คนมากกว่าเข้ามาปิดถนนคนกลุ่มแรกก็ได้ประโยชน์ไป ที่เหลือก็เสียประโยชน์ คำถามคือเราจะบริหารสิทธิในเรื่องนี้อย่างไร เพราะความศักดิ์สิทธิ์ก็เท่ากัน อยู่ในหมวดเดียวกัน
ขอให้เปรียบเทียบกับการประท้วงตอนอยู่ที่สนามหลวง เมื่อมีการประท้วงจะมีการนัดกันล่วงหน้ามีการประสานงานกับตำรวจเป็นอย่างดี การกระทบสิทธิของคนอื่นก็มีไม่มากเพราะเป็นสถานที่เพื่อให้ชุมนุมจริงๆ หรือจะเป็นที่ลานพระบรมรูปฯก็ไม่กระทบคนอื่นมากนักเพราะทางรัฐก็จัดให้มีการชุมนุมเหล่ากาชาดทุกๆปี แต่การที่เคลื่อนตัวมากลางศูนย์ธุรกิจก็กระทบกับคนอื่นมาก การจราจรเป็นอัมพาตทั้งเมือง เยี่ยงนี้แล้วเป็นการใช้สิทธิในรัฐธรรมนูญเกินส่วนหรือไม่?
ความคิดที่ว่าสิทธิในการประท้วงเป็นสิทธิที่สำคัญและไม่สามารถมากำหนดกฎเกณฑ์ได้จึงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง การจำกัดก็ควรจะมีได้แต่ให้อยู่ในขอบที่จะไม่สร้างความเดือดร้อนแก่คนอื่น ไม่ละเมิดคนอื่นก็เท่านั้น เป็นต้นว่า การจัดการชุมนุมก็ให้เป็นที่สาธารณะจริงๆ และมีไว้เพื่อการชุมนุม หรือจะวัดจากปัญหาที่กระทบคนหมู่มากหากมีการชุมนุมก็ได้ เช่นการชุมนุมที่สนามหลวง เทียบกับที่สวนลุม หรือการชชุมนุมที่จตุจักรเทียบกับที่สยามพารากอน เหล่านี้ขอให้ท่านเทียบดูเองเถิด ส่วนผมคิดว่าหากสังคมเราสนใจเรื่องพหุนิยมกันบ้าง เราก็จะเคารพสิทธิที่มีระหว่างกันมากขึ้น คนส่วนใหญ่จะอยู่ร่วมกับคนส่วนน้อยอย่างสงบและสิทธิตามรัฐธรรมนูญก็เป็นของทุกคน ไม่ใช่คนที่มีเสียงดังกว่า.........

27 July 2006

เหตุผลที่กกต.สมควรลาออก V. เหตุผลที่เลขาฯครม.ลาออก


จากที่ได้ติดค้างกันมาในประเด็นกกต.ถูกจำคุกแล้วอะไรจะเกิดขึ้น? ประการแรกต้องมาพิจารณากันว่าพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งที่ได้ประกาศออกมาแล้วนั้นจะต้องถูกเลื่อนออกไปหรือไม่ ในกรณีนี้ท่าน อ. ปื๊ด เห็นว่าการสรรหากกต.โดยศาลฏีกาหรือโดยคณะกรรมการสรรหา หากกระทำตามรัฐธรรมนูญที่มีอยู่(โดยไม่มีการสมยอมหรือฮั๊วกัน) ก็น่าจะกินเวลาไม่น้อยกว่า 1 เดือน นอกจากนั้นเมื่อได้กกต.มาแล้วก็ต้องให้ระยะเวลาในการเรียนรู้งานพร้อมกับการประกาศและตรวจสอบคุณสมบัติสส.เพื่อเลือกตั้งในวันทึ่ 15 ตค.อีก เช่นนี้แล้วเห็นทีจะยากที่จะให้มีการเลือกตั้งในวันดังกล่าว หากเลือกตั้งได้จริงผมก็เห็นว่ามันก็คงจะมีข้ออ้างว่าไม่เป็นรรมได้อีก ซึ่งผู้ที่ชนะการเลือกตั้งในคราวหน้าก็ต้องรับกรรมไป
จะว่าไปก็เป็นเรื่องที่น่าแปลกอยู่เมื่อศาลมีหมายจำคุกกกต.ไปแล้ว แต่วันรุ่งขึ้นเจ้าหน้าที่สำนักงานกกต.ก็เอาใบลาออกมาให้กกต. ลงนาม ประการนี้น่าจะเป็นการหวังผลทางการเมืองมากกว่าการที่จะให้มีผลทางกฎหมาย เนื่องจากสถานภาพของกกต.ขาดไปตั้งแต่ถุกจำคุกตามหมายศาลแล้ว แม้คดีจะยังไม่ถึงที่สุดก็ขาดได้ตาม รัฐธรรมนูญมาตรา106 และในกรณีนี้จะไปอ้างคำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญว่าคดียังไม่ถึงที่สุดก็ไม่ได้(เช่นคดีทุจริตของเนวิน ชิดชอบ) เพราะศาลในบ้านเราเป็นระบบศาลคู่ขนาน คำพิพากษาระหว่างศาลมีค่าเทียบเท่ากัน จะเพิกถอนกันได้ก็แต่อาศัยกฎหมายที่ตนรับผิดชอบเท่านั้น ซึ่งในกรณีนี้เป็นคดีอาญา ศาลยุติธรรมก็สร้างหลักเองได้ ไม่ต้องอิงศาลรัฐธรรมนูญ

ทีนี้มาดูเหตุผลดีๆ ที่กกต.สมควรลาออก โดยคำสอนของอ.ปื๊ด โดยท่านได้กล่าวว่า "Justice is done and has to be seen to be done" หมายความว่า การประสาทความยุติธรรม ต้องทำให้ผู้อื่นเห็นด้วยว่าเป็นการประสาทความยุติธรรม ไม่ใช่แค่ทำตามกฎหมายบัญญัติ แต่ต้องเป็นการสร้างความชอบธรรมให้ส่วนใหญ่เห็นด้วยว่าเป็นความชอบธรรม ครั้นจะแยกความยุติธรรมมาอรรถาธิบาย ก็เห็นว่าจะแยกได้ออกมาเป็นสองส่วนคือ ความชอบด้วยกฎหมายบ้านเมือง(legality) กับความชอบธรรม(legistimacy) ความชอบด้วยกฎหมายนี้อาศัยพื้นฐานความชอบจากตัวกฎหมายซึ่งก็ต้องพิจารณากันต่อไปว่ากฎหมายนั้นดีหรือไม่ดี ออกโดยได้รับการยอมรับจากปวงชนหรือไม่ ส่วนความชอบธรรมนั้นอาศัยความรู้สึกที่ได้รับความเป็นธรรมและอาศัยการยอมรับ(perception)ของหมู่ชน หากจะถามว่าสองอย่างนี้อย่างใดมีความสำคัญกว่ากัน ผมก็คงจะจนใจเพราะสำคัญด้วยกันทั้งคู่ ความชอบด้วยกฎหมายก็ต้องได้รับการยอมรับว่ากฎหมายนั้นดีมีผลบังคับได้ ส่วนความชอบธรรมนั้นก็ดูจะเป็นการเลื่อนลอยเกินไปหากไม่มีกฎหมายมาจำกัดความเพราะความชอบธรรม หรือคุณธรรมทางกฎหมายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน มีค่าไม่เท่ากันทำให้การให้ความหมายของคุณธรรมแตกต่างกันไป
สิ่งที่อ.ปื๊ดย้ำให้นักกฎหมายพึงสังวรไว้ก็คือ เราเป็นสายอาชีพที่อาศัยความเชื่อถือของประชาชน เมื่อใดก็ตามเราขาดความเชื่อถือในตำแหน่งหน้าที่ หรือพูดแล้วคนไม่เชื่อถือ แม้สิ่งที่เราพูดจะเป็นความจริงเป็นสิ่งที่ถูกต้องคนก็ไม่เชื่อ ดังนี้แล้วก็ป่วยการที่จะทำหน้าที่ต่อไป โดยเฉพาะในทางการเมืองที่ perception is reality ผมเทียบเอาได้ว่าเมื่อกล่าวดังนี้ก็หมายความว่า หากคนส่วนใหญ่มี perception อย่างแว่นสี แม้เราที่ไม่ใส่แวนเห็นถูกเห็นชอบอย่างไร คนส่วนใหญ่ที่สวมแว่นสีก็ย่อมไม่เข้าใจในสิ่งที่เราพูด
ดังนั้นเมื่อหันกลับมามองกกต. เมื่อคนส่วนใหญ่เห็นว่าไม่เป็นกลาง แม้ตนจะเป็นกลาง ก็ไม่ควรทำหน้าที่ต่อไปให้เกิดความแคลงใจ ผมจึงกระจ่างในเหตุผลดีๆที่กกต.ควรลาออกก่อนหน้านี้มาตั้งนานแล้ว

26 July 2006

สังเวยกกต.เพื่อความยุติธรรมทางการเมือง



สังเวยกกต. เพื่อความยุติธรรมทางการเมือง
ผมไม่แน่ใจว่าจะเรียกการกระทำของศาลยุติธรรมในกรณีนี้ว่าอย่างไร แม้ผมแน่ใจว่าศาลมีเจตนาที่ดีในการเข้ามาแก้ไขวิกฤตการทางการเมืองแต่สิ่งที่ผมมักพูดและคิดอยู่เสมอคือ "อย่ามั่ว" กระนั้นผมไม่แน่ใจว่าศาลจะมั่วหรือเปล่า แต่หากดูขอบอำนาจแล้วก็คงไม่มั่ว รูปคดีผมไม่ขอพูดถึงเพราะเห็นว่าเป็นหน้าที่ของศาลและศาลก็วินิจฉัยได้ดี แต่ที่เห็นว่ามันผิดปรกติคือการลงโทษของศาลและการที่ศาลไม่ให้ประกันตัว

ในการอนุญาตให้ประกันตัวนั้นหากพิจารณาตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแล้วก็เห็นว่าเป็นดุลยพินิจของศาลโดยแท้ แต่เกณฑ์ที่ศาลถือปฎิบัติ ในวิ.อาญาในกรณีนี้ก็คือ มาตรา108 - 109
มาตรา 108 ในการวินิจฉัยคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราว ต้อพิจารณาข้อเหล่านี้ประกอบ
(1)ความหนักเบาแห่งข้อหา
(2)พยานหลักฐานที่ปรากฎแล้วมีเพียงใด
(3)พฤติการณ์ต่างๆแห่งคดีเป็นอย่างไร
(4)เชื่อถือผู้ร้องขอประกันหรือหลักประกันได้เพียงใด
(5)ผู้ต้องหาหรือจำเลยน่าจะหลบหนี้หรือไม่
(6)ภัยอันตรายหรือความเสียหายที่จะเกิดจากการปล่อยตัวชั่วคราวมีเพียงใดหรือไม่
(7)ในกรณีที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยต้องขังตามหมายศาล ถ้ามีคำคัดค้านของพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ โจทก์หรือผู้เสียหาย แล้วแต่กรณี ศาลพึงรับประกอบการวินิจฉัยได้
มาตรา 108/1 วรรคแรก
การสั่งไม่ปล่อยชั่วคราว จะกระทำได้ต่อเมื่อมีเหตุอันควรเชื่อเหตุใดเหตุหนึ่งดังต่อไปนี้
(1)ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะหลบหนี
(2)ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน
(3)ผู้ต้องหารหรือจำเลยจะไปก่อเหตุอันตรายประการอื่น
(4)ผู้ร้องขอประกันหรือหลักประกันไม่น่าเชื่อถือ
(5)การปล่อยชั่วคราวจะเป็นอุปสรรคหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการสอบสวนของเจ้าพนักงานหรือการดำเนินคดีในศาล

หากดูๆไปแล้วก็สงสารกกต.อยู่เหมือนกันที่โดนเหตุไม่ให้ประกันว่า "เกรงว่าจะไปจัดการเลือกตั้ง" พิจารณาไตร่ตรองกันเองเถิด ว่าเป้าหมายและวิธีการของศาล มันชอบธรรมหรือเปล่า สำหรับผมก็ขอคารวะในความอึดของกกต.ครับ สำหรับเรื่องกกต.ขอเก็บเอาไว้วิเคราห์ที่หลังนะครับ ให้มีข้อมูลมากกว่านี้จะมาวิจารณ์ให้อ่านกัน

หมายเหตุ เมื่อวานได้เข้าเรียนวิชา รัฐธรรมนูญ (ป.โท) โดยมีท่านปรมาจารย์ปื๊ดเป็นผู้บรรยาย ท่านได้ให้ข้อคิดมากมายซึ่งผมขอตัวเก็บเอาไปคิดให้ตกผลึก แล้วจะมาเปิดประเด็นให้ทุกคนได้ทราบครับ

25 July 2006


ลองสังเกตดูนะว่าแมวมันมุดออกมาจากภาพถ่ายห้องครัว
หรือว่าแมวมันม้วนอยู่ในผ้ากันแน่ ???

24 July 2006

กกต.แพะหรือแกะดำ


กกต.แพะหรือแกะดำ
http://www.thairath.co.th/showcartoon.php?cat=129
เมื่อเช้าอ่านข่าวนสพ. การ์ตูนล้อเลียนเป็นมุขหาก กกต.ถามนักข่าวว่าตนเองผิดอะไร
ผมก็สงสัยอยู่ว่ากกต.ทำผิดอะไร ทำไมถึงต้องออก
หนึ่ง -----ใครจำได้หรือไม่ ตอนที่ประท้วงไล่นายกฯ สื่อก็โจมตีแต่นายกฯ ประโคมข่าวม็อบกันทั้งวันทั้งคืน กกต.ไม่ค่อยมีบทบาทเท่าไร
สอง-----พอนายกฯยุบสภา สื่อก็หันไปเล่นข่าวพรรคฝ่ายค้านที่ไม่ลงสมัคร
สาม -----เลือกตั้งเสร็จก็หันมาเล่นงานกกต.อีก
สี่ -------ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรมรวมหัวกันฟันธงคดีเลือกตั้ง ผมก็สงสัยว่าอาการอย่างนี้มันชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะตามกฎหมายมันมีกรณีเดียวเท่านั้นที่ศาลจะสามารถมารวมตัวกันได้ก็คือคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจระหว่างศาล มาปรึกษาหาทางออกเรื่องเขตอำนาจศาล
สี่ ที่แย่ที่สุดคือกรณีที่ศาล ผ่านตัวแทน เช่น สำนักงานศาลฯ ผู้พิพากษา ออกมาเรียกร้องให้กกต.ลาออก โดยอ้างว่าทำตามพระราชกระแส สิ่งที่พระองค์ท่านย้ำในวันที่พระราชทานคำแนะนำคือ "อย่ามั่ว" เพราะปัญหามันเกิดจากการมั่ว แล้วศาลซึ่งเป็นองค์กรชี้ขาด ไม่ใช้อำนาจที่มีอยู่ตามกฎหมาย แต่กลับมาใช้อำนาจตุลาการนอกศาล กดดันกกต. ผมว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูก จะเป็น Judicial Activism ก็ไม่ใช่ ผมเห็นว่าผู้พิพากษาไม่ควรแสดงความเห็นที่เป็นการชี้ขาดใดๆต่อกรณีปัญหาบ้านเมืองในขณะนี้เลย ด้วยเหตุว่าหากกกต.ตกเป็นจำเลยที่ตนต้องตัดสิน ผู้ที่ไม่ได้รับความยุติธรรมก็คือกกต. เพราะศาลได้ฟันธงว่าผิด "ตั้งแต่ยังไม่พิจารณาความ" ขัดกับหลักในรัฐธรรมนูญที่รับรองใน มาตรา ๓๓ "ในคดีอาญา ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด ก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิดจะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้" แล้วเมื่อศาลและตัวแทนศาลออกมาแสดงจุดยื่นพร้อมกับกดดันกกต.ให้ลาออกเยื่ยงนี่จะยุติธรรมกับกกต.หรือ?
ห้า--เมื่อศาลตัดสินตามธงว่า เลือกตั้งไม่ชอบ ตุลาการมานิตย์ให้ความเห็นว่า ที่กกต.จัดการเลือกตั้งไม่ผิดกฎหมาย แต่ตัดสินให้เลือกตั้งใหม่ แล้วหลักเรื่องนิติรัฐ หลักเรื่อง constitutionalism หลัก Vettrauensschutzprinzip (หลักคุมครองความสุจริตของการออกคำสั่งทางปกครอง, German) เราจะเอาหลักอะไรมาเป็นเกณฑ์ที่บอกว่า กกต.กระทำผิดละครับ เท่าที่ทราบ หลายๆ ประเทศในโลกก็หันคูหาออก อินเดีย ลาว ที่เพิ่งเลือกตั้งไป ดูจากทีวีก็หันคูหาออก หากจะเอาการจัดคูหามาเป็นตัววัดว่าการเลือกตั้งไม่ชอบเพราะไม่สุจริตผมว่าก็คงจะเกินไป แล้วทำไมไม่มีการเพิกถอนพวก อบต.ที่เลือกๆไปก่อนหน้าละครับ
หก-----หาก กกต. ผิดจริงทำไมไม่พิจารณาไปตามกระบวนการศาลละครับ หากเห็นว่าเป็นคดีพิเศษก็จัดการให้มันรวดเร็วก็ได้ ไม่เห็นจะต้องมารวมหัวกันเป็น Special Tribunal เลย ในหลวงท่านให้ไปหาทางออกร่วมกัน แต่ไม่ได้ให้ใช้อำนาจร่วมกัน อีกทั้งการตั้ง
เจ็ด-----ครั้นเป็นอย่างนี้แล้วก็คงจะได้แต่สงสารกกต.ที่เป็นแพะของไฟการเมือง ใครจะมาล้างมลทินก็ไม่มี กว่าจะผ่านเข้ามาได้ก็ยากลำบาก ต่อไปใครจะกล้ามาเป็น กกต.อาสารับใช้ชาติละครับ
แปด--- การสรรหา กกต.ที่ขาดไป 2 ท่าน ผมเห็นว่ากรณีนี้ที่ประชุมศาลฎีกาเองก็ไม่มีอำนาจ เพราะติดเงื่อนเวลาในรัฐธรรมนูญ ตาม มาตรา 138
มาตรา ๑๓๘ การสรรหาและการเลือกประธานกรรมการและกรรมการการเลือกตั้ง ให้ดำเนินการดังนี้
(๑) ให้มีคณะกรรมการสรรหากรรมการการเลือกตั้งจำนวนสิบคน ซึ่งประกอบด้วยประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด อธิการบดีของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่เป็นนิติบุคคลทุกแห่งซึ่งเลือกกันเองให้เหลือสี่คน ผู้แทนพรรคการเมืองทุกพรรคที่มีสมาชิกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคละหนึ่งคน ซึ่งเลือกกันเองให้เหลือสี่คน ทำหน้าที่พิจารณาสรรหาผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา ๑๓๗ ซึ่งสมควรเป็นกรรมการการเลือกตั้ง จำนวนห้าคน เสนอต่อประธานวุฒิสภา โดยต้องเสนอพร้อมความยินยอมของผู้ได้รับการเสนอชื่อนั้น มติในการเสนอชื่อดังกล่าวต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนกรรมการสรรหาทั้งหมดเท่าที่มีอยู่
(๒) ให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาพิจารณาสรรหาผู้สมควรเป็นกรรมการการเลือกตั้งจำนวนห้าคนเสนอต่อประธานวุฒิสภา โดยต้องเสนอพร้อมความยินยอมของผู้ได้รับการเสนอชื่อนั้น
(๓) การเสนอชื่อตาม (๑) และ (๒) ให้กระทำภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีเหตุที่ทำให้ต้องมีการเลือกบุคคลให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว ในกรณีที่คณะกรรมการสรรหาตาม (๑) ไม่อาจเสนอชื่อได้ภายในเวลาที่กำหนด หรือไม่อาจเสนอชื่อได้ครบจำนวนภายในเวลาที่กำหนด ให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาพิจารณาเสนอชื่อแทนจนครบจำนวนภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ครบกำหนดต้องเสนอชื่อตาม (๑)
(๔) ให้ประธานวุฒิสภาเรียกประชุมวุฒิสภาเพื่อมีมติเลือกผู้ได้รับการเสนอชื่อตาม (๑) (๒) และ (๓) ซึ่งต้องกระทำโดยวิธีลงคะแนนลับ ในการนี้ ให้ห้าคนแรกซึ่งได้รับคะแนนสูงสุดและมีคะแนนมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา เป็นผู้ได้รับเลือกเป็นกรรมการการเลือกตั้ง แต่ถ้าจำนวนผู้ได้รับเลือกดังกล่าวมีไม่ครบห้าคน ให้นำรายชื่อผู้ไม่ได้รับเลือกในคราวแรกนั้นมาให้สมาชิกวุฒิสภาออกเสียงลงคะแนนเลือกอีกครั้งหนึ่งต่อเนื่องกันไป และในกรณีนี้ ให้ถือว่าผู้ได้รับคะแนนเสียงสูงสุดเรียงลงไปตามลำดับจนครบห้าคน เป็นผู้ได้รับเลือกให้เป็นกรรมการการเลือกตั้ง ในครั้งนี้ถ้ามีผู้ได้คะแนนเสียงเท่ากันในลำดับใดอันเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับเลือกเกินห้าคน ให้ประธานวุฒิสภาจับสลากว่าผู้ใดเป็นผู้ได้รับเลือก
เก้า---- ศาลเป็นองค์กรที่บริสุทธิ์ยุติธรรมในทางการเมืองจริงหรือ? อาจจะจริงตามกฎหมายเอกชน แต่หากว่ากันตามหลักกฎหมายมหาชนแล้ว เรื่องการเมือง ศาลยุติธรรมไม่ควรเข้ามาเกี่ยว เพราะ ศาลไม่มีระบบที่ให้ผู้อื่นมาตรวจสอบหนึ่ง ศาลเป็นระบบปิดไม่มีคนนอกเข้ามากลางระบบหนึ่ง ผู้พิพากษาอาจมีประโยชน์แอบแฝงหนึ่ง ด้วยประการฉะนี้เราจึงต้องให้คดีมีศาลการเมืองเป็นการเฉพาะ นั้นก็คือศาลรัฐธรรมนูญ

เก้าประการนี้ขอเอามาเป็นข้อคิดในการพิจารณาว่า กกต.เป็นแพะหรือแกะดำ

23 July 2006

คอรัปชันในสายตาของข้าพเจ้า

คอรัปชันในสายตาของข้าพเจ้า (เขียนเมื่อปี 2545- ได้รับรางวัลจากองค์กรเพื่อความโปร่งใสแห่งประเทศไทย)

ปัญหาสังคมของประเทศไทยนั้นมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหายาเสพติด ปล้นจี้ ข่มขืน ทำร้ายร่างกาย อาชญากรรมที่พบเห็นทุกวันนี้เกิดขึ้นก็เพราะว่าเรายังเป็นมนุษย์ที่มีความโลภ โกรธ หลง บางคนที่ไม่สามารถควบคุมความต้องการทั้งภายในและภายนอกได้ก็มักจะก่อเหตุเดือดร้อนขึ้นมา แต่ปัญหาที่ผมเห็นว่าน่าเป็นห่วงที่สุดในตอนนี้คือปัญหาการคอรัปชันที่ฝังลึกเข้าทำลายจิตสำนึกของคนไทยมานานกว่าศตวรรษ การคอรัปชันหรือการฉ้อราษฏบังหลวงมีการพัฒนารูปแบบไปตามยุคสมัย ทำกันจนเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่บางคนเห็นว่าเป็นสิ่งที่ควรทำ
คอรัปชันนับว่าเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมมานับตั่งแต่โบราณกาล เมื่อครั่งที่ประเทศเรายังใช้ระบบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้มีอำนาจสิทธิขาดแต่เพียงผู้เดียว แต่ในส่วนภูมิภาคแล้วกษัตริย์จะแต่งตั่งเจ้าเมืองไปปกครอง เจ้านายเหล่านี้ไม่ได้เงินเดือนจากพระคลัง แต่ก็ได้รับประโยชน์จากการกินเมือง นานเข้าก็เห็นว่าเป็นธรรมเนียมปฏิบัติมาตั่งแต่อดีตที่ข้าราชสามารถหาผลประโชนย์จากตำแหน่งหน้าที่ได้
ระบบอุปถัมภ์ก็เป็นอีกระบบหนึ่งที่ฝังลึกกันจนเป็นธรรมเนียม ในปัจจุบันเราจะสามารถเห็นได้ว่าในระบบราชการนั้น ใครที่มีเส้นมีสายดีก็จะมีความเจริญรุ่งเรือง หรือไม่ว่าจะเป็นการบรรจุเข้ารับตำแหน่ง เลื่อนขั้น ก็มีการให้สินบนกัน กระทั่งในโรงเรียน สถานที่ซึ่งเพาะอบรมเยาวชนของชาติก็มีการคอรัปชัน การฝากเด็กเข้าเรียนในโรงเรียนที่มีชื่อเสียง ซื้อที่นั่งในชั้นเรียนเป็นต้น
สาเหตุของการคอรัปชันนั้นมีมากมาย แต่ที่ผมเห็นว่ามีความสำคัญมากที่สุดคือ ความโลภและความเห็นแก่ตัว เราทุกคนนั้นมีความต้องการด้วยกันทั้งนั้น ธรรมชาติของมนุษย์นั้นก็มีสันชาติญาณ เหมือนกับสัตว์อื่นๆที่อยู่บนโลกใบนี้ ที่ต้องการอาหารเพื่อมาประทังชีวิต ต้องการมีชีวิตรอด แต่ทว่า มนุษย์มีความต้องการที่ซับซ้อนกว่านั้น มนุษย์ต้องการสิ่งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม มีความต้องการทางด้านจิตใจ ต้องการความรัก ต้องการการยอมรับจากสังคม ต้องการอำนาจ ต้องการที่จะมีชื่อเสียงและเกียรติยศ และอื่นๆอีกมากมาย ความต้องการของมนุษย์นั้นไม่มีที่สิ้นสุด และบางคนยอมที่จะทำทุกอย่างเพื่อตอบสนองความต้องการของตน
ความต้องการเป็นแรงผลักดันให้เราทำสิ่งต่างๆ แต่เราก็จำเป็นที่จะต้องรู้จักควบคุมความต้องการด้วย ถ้าเราควบคุมความต้องการไม่ได้ ไม่รู้จักพอเพียง เราก็จะพยายามสนองความต้องการนั้นอยู่เรื่อยๆ และมากขึ้นๆ ความโลภนี้เองที่เป็นสาเหตุของการคอรัปชัน ถ้าวิเคราะห์ปัจจัยในการคอรัปชันให้ดีจะพบว่าปัจจัยหลักคือ อำนาจ
อำนาจกับการคอรัปชันเป็นสิ่งที่มีอยู่คู่กัน อำนาจสามารถบันดารสิ่งที่ตนเองปรารถนาได้ ยิ่งมีอำนาจมากเท่าไรก็ยิ่งมีโอกาสในการคอรัปชันมากตามไปด้วย ผู้ที่มีอำนาจจึงเป็นผู้ที่จะสามารถคอรัปชันได้ง่ายกว่าคนที่ไม่มีอำนาจ ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีของส่วยทางหลวง ตำรวจทางหลวงมีอำนาจในการจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมาย แต่ตำรวจเหล่านั้นได้ใช้อำนาจที่มีอยู่เป็ช่องทางในการหารายได้เป็นประโยชน์ส่วนตน ผลที่ได้มาคือเงินเข้าสู่พรรคพวกของตนเอง ผลเสียต่อส่วนรวมคือประชาชนที่ไม่รู้เรื่องจำทนต้องใช้ทางหลวงร่วมกับเหล่ารถบรรทุกที่มีน้ำหนักเกิน ต้องทนเห็นถนนซึ่งสร้างมาจากภาษีที่พวกเขาจ่ายไปพังไปก่อนเวลาอันควร ที่กล่าวมานี้เป็นตัวอย่างที่มีความซับซ้อนไม่มาก สิ่งที่ผู้มีอำนาจต้องการจากการคอรัปชันก็คือเงิน ในทางเดียวกันการคอรัปชันก็เปรียบดังการลงทุน ผู้มีอำนาจก็ต้องใช้เงินในการสร้างฐานอำนาจให้กับตนเองเช่นกัน
เงินเป็นวัตถุอันดับแรกๆ ที่จะส่งเสริมอำนาจเพราะเงินสามารถซื้ออำนาจได้ ธุรกิจที่รุ่งเรืองก็เป็นแหล่งที่มาของเงินและอำนาจ ในยุคปัจจุบันอำนาจทางเศรษฐกิจนับว่าเป็นอำนาจที่ทรงพลังมากที่สุด จะเห็นได้ว่าประเทศมหาอำนาจอย่างเช่น ญี่ปุ่น ไม่จำเป็นต้องมีกองทัพใหญ่โต แต่ด้วยเศรษฐกิจที่มั่นคง ก็สามารถเข้ามีอำนาจโลกได้ ในสัดส่วนที่เล็กลง บริษัทที่มีผลประโยชน์มากก็จะมีการคอรัปชันเกิดขึ้นได้ถ้าไม่มีระบบจัดที่รัดกุม
คนที่มีอำนาจมากพอที่จะอยู่เหนือกฎเกณฑ์ที่สร้างมาป้องกันการคอรัปชันได้จะมีลู่ทางในการโกงกินมากโดยเฉพาะผู้ที่มีอำนาจสิทธิขาดในหน่วยงาน การป้องกันคือเราจะต้องกระจายอำนาจไปสู่คนหลายๆฝ่าย ให้มีการถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน ไม่ยอมให้อำนาจมารวมอยู่ในกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
วิธีที่จะแก้ปัญหาการคอรัปชันได้ดีที่สุดคือการปลูกจิตสำนึกให้กับชาวไทย เพราะเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ มีผลถาวร รัฐควรให้ความรู้คู่คุณธรรม รณรงค์ให้คนไทยรู้จักหน้าที่ของตน สามารถควบคุมตนเองได้ สอนให้เคารพกฎหมายของบ้านเมืองเราสร้างกฎเกณฑ์มามากมายขึ้นมาตรวจสอบและควบคุมพฤติกรรมของผู้มีอำนาจนั้นก็จะทำให้การคอรัปชันเป็นไปได้ยาก เพราะพวกเขาจะต้องระมัดระวังตัวมากขึ้น แต่การป้องกันนี้เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เราสร้างมาตรการขึ้นมาควบคุมกลับทำให้เทคนิคการฉ้อโกงซับซ้อนมากขึ้นกว่าเดิม
การคอรัปชันก็เกิดจากตัวเราเองถ้าเราสามารถทำตัวเราให้บริสุทธิ์ได้ เราก็จะสามารถไปตรวจสอบผู้ที่สงสัยว่ากระทำการคอรัปชันได้อย่างโปรงใส ทุกวันนี้ระบบการตรวจสอบการทุจริตประพฤติมิชอบนั้นมีมากมาย สื่อก็มีอำนาจและเสรีภาพเพียงพอที่จะสร้างกระแสทำให้สังคมเราปราศจากการคอรัปชันได้ การแก้ปัญหาไม่ได้ยากเกินความสามารถของเราเลย ขอเพียงเราต้องเริ่มต้นที่ตัวเราเองก่อน จากนั้นก็ส่งเสริมให้ผู้คนรอบข้างทำตาม องค์กรของเราก็จะโปร่งใส ผลประโยชน์จะกลับมาอยู่ที่ส่วนรวม ทุกๆคนก็จะมีความสุข

บทความมหาชนที่น่าสนใจจากบัณฑิตใหม่

ลองเข้าไปอ่านดูนะครับ บล็อกของติ๊กครับ
เลือกไปที่ link ด้านซ้ายมือนะครับ มีบทความดีๆด้านมหาชนรออยู่ครับ