28 January 2009

สถานะของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วนเมื่อมีการยุบพรรคการเมือง


สถานะของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วนเมื่อมีการยุบพรรคการเมือง

การเลือกตั้งเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการปกครองที่ใช้รูปแบบการปกครองระบบผู้แทนราษฎรเนื่องจากเป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างผู้แทนราษฎรกับประชาชน การใช้อำนาจอธิปไตย อันได้แก่ อำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหาร ในระบอบประชาธิปไตยนั้นผู้ที่เข้าสู่อำนาจทั้งสองประเภทดังกล่าวจะต้องมีส่วนเชื่อมโยงกับประชาชน เนื่องจากการปกครองในระบอบประชาธิปไตยยึดถือว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ปัจเจกชนแต่ละคนได้รวมตัวกันเป็นสังคมและถือว่าแต่ละคนต่างเป็นผู้ทรงสิทธิส่วนหนึ่งของอำนาจอธิปไตย ด้วยเหตุฉะนี้ปัจเจกชนแต่ละคนจึงเป็นเจ้าของสิทธิในการเลือกตั้งและสิทธิที่จะมีส่วนร่วมในการกำหนดแนวนโยบายสาธารณะ[1] ดังนั้นไม่ว่าประชาชนคนใดคนหนึ่งนั้นจะยากดีมีจนหรือขาดไร้ซึ่งการศึกษาเพียงใด หากเพียงแต่เป็นประชาชนของประเทศนั้นแล้ว สิทธิในการลงคะแนนเสียงของเขาก็จะเท่ากับประชาชนคนอื่น ๆ ในประเทศนั้นเช่นกัน สิทธิในการลงคะแนนเสียงของพลเมืองไทยสามารถแสดงออกในการเลือกตั้งทั่วไปได้สองประเภท กล่าวคือ การเลือกผู้แทนราษฎรประเภทแบ่งเขตเลือกตั้งและการเลือกบัญชีรายชื่อผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งของพรรคการเมือง

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.)ประเภทสัดส่วน (บัญชีรายชื่อ) ปรากฎครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540
(ฉบับประชาชน
) โดยรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว มาตรา 98 ได้กำหนดให้การเลือกตั้ง ส.ส. เป็นแบบผสมระหว่างการเลือกตั้งระบบสัดส่วนตามบัญชีรายชื่อของพรรคและการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต การปรับปรุงระบบการเลือกตั้งเป็นการเลือกตั้งแบบผสมนี้ได้นำตัวอย่างมาจากประเทศเยอรมันและประเทศญี่ปุ่น[2] โดยมุ่งหมายให้การเลือกตั้ง ส.ส. มีทั้งจากประชาชนซึ่งเป็นคนในพื้นที่มีความใกล้ชิดกับคนในท้องถิ่นและจากประชาชนทั้งประเทศที่แสดงถึงความต้องการของชาติโดยรวม[3] อนึ่งตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมาตรา 96 (1) ได้กำหนดให้ส.ส.แบบสัดส่วนมาจากแปดกลุ่มจังหวัด กล่าวคือมีจำนวนส.ส.สัดส่วนแปดบัญชีตามกลุ่มจังหวัด ส.ส.แต่ละบัญชีจึงสะท้อนความต้องการของกลุ่มจังหวัด แต่โดยเนื้อหาแล้วรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับดังกล่าวยังคงใช้ระบบการเลือกตั้งแบบผสมเหมือนกัน นอกจากนั้นในประเทศที่มีการเลือกตั้งระบบสัดส่วน เช่น เยอรมันและญี่ปุ่น ต่างก็ไม่ได้ใช้เขตประเทศเป็นเลือกตั้งเดียว หากแต่แบ่งเป็นหลายเขตเช่นเดียวกับประเทศไทยในปัจจุบัน[4] ดังนั้นการวิเคราะห์สถานะของส.ส.สัดส่วนต่อไปนี้จะยึดเจตนารมณ์ทั่วไปของระบบ ส.ส.สัดส่วน

เมื่อพิจารณาเหตุผลที่จัดให้มี ส.ส.ประเภทสัดส่วนนั้นจะพบว่ามีเจตนาเพื่อส่งเสริมพรรคการเมืองโดยมุ่งให้ประชาชนเลือกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งโดยพิจารณาจากนโยบายพรรคเป็นหลัก[5] มิใช่พิจารณาคุณสมบัติของบุคคลผู้อยู่ในบัญชีเป็นหลัก อันจะเห็นได้จากการที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่สามารถเลือกบุคคลในบัญชีเป็นคน ๆ ได้ ต้องเลือกทั้งบัญชีพรรคการเมืองบัญชีใดบัญชีหนึ่งเท่านั้น การจัดให้มีส.ส.ประเภทสัดส่วนนี้ยังเป็นการเสนอช่องทางเข้าสู่การเมืองของ นักการเมืองหน้าใหม่ที่มีความรู้ความสามารถแต่หาเสียงไม่เก่ง อีกทั้งเป็นทางเลือกที่พรรคการเมืองจะบรรจุหัวหน้าพรรคและผู้ที่คาดว่าจะเป็นรัฐมนตรีลงในบัญชีรายชื่อของพรรคให้ประชาชนพิจารณาก่อน ซึ่งกรณีนี้เป็นผลมาจากการที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และฉบับปัจจุบัน ได้กำหนดนายกรัฐมนตรีจะต้องมาจาก ส.ส. และกำหนดให้สถานะรัฐมนตรีกับสถานะส.ส.แยกออกจากกัน เมื่อดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี (ฝ่ายบริหาร) แล้วจะดำรงตำแหน่ง ส.ส. (ฝ่ายนิติบัญญัติ) ในขณะเดียวกันไม่ได้เนื่องจากเป็นการขัดแย้งกันระหว่างอำนาจสองฝ่าย ดังนั้นเมื่อนำส.ส.สัดส่วนมาร่วมคณะรัฐมนตรี ผู้ที่มีชื่อลำดับถัดไปในบัญชีรายชื่อก็จะเลื่อนขึ้นมาเป็น ส.ส.แทน ไม่จำเป็นต้องจัดการเลือกตั้งซ่อมดังกรณีการนำส.ส.ประเภทแบ่งเขตเลือกตั้งมาเป็นรัฐมนตรี การจัดยุทธศาสตร์การเลือกตั้งจึงนิยมนำผู้ที่พรรคคาดว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีไปบรรจุในบัญชีรายชื่อ ดังนี้เมื่อถึงคราวเลือกตั้งประชาชนจึงมิเพียงแต่เลือกผู้แทนราษฎรที่จะเข้าไปทำหน้าที่ในสภานิติบัญญัติเท่านั้น ประชาชนยังมีโอกาสที่จะเลือกผู้ที่คาดว่าจะอยู่ในคณะรัฐมนตรีอีกด้วย เพราะฉะนั้นหากจะกล่าวว่าการเลือกตั้ง ส.ส. ระบบสัดส่วนนั้นเป็นการที่ “พรรคเลือกคน ประชาชนเลือกพรรค” ก็คงไม่ผิดนัก[6]

นอกจากคุณสมบัติที่แตกต่างจากส.ส.ประเภทแบ่งเขตเลือกตั้งแล้ว ข้อสนับสนุนประการถัดมาที่แสดงให้เห็นว่าการเลือกตั้งส.ส.แบบสัดส่วนเป็นการให้ประชาชนเลือกพรรคมิใช่เลือกตัวบุคคลจะสังเกตได้จากบัตรเลือกตั้งจะปรากฎแต่เพียงเบอร์ของพรรคการเมืองและชื่อหรือสัญลักษณ์ของพรรคเท่านั้น อีกทั้งวิธีคิดจำนวนส.ส.ที่พึงมีในแต่ละบัญชียังแสดงให้เห็นว่า จำนวนส.ส.ในแต่ละบัญชีสัมพันธ์กับคะแนนเสียงของพรรคในกลุ่มจังหวัดมิใช่ในแต่ละจังหวัด ดังนั้นผลลัพธ์ที่ได้จากการเลือกตั้งจึงควรเป็น “โควต้าตามบัญชีรายชื่อของพรรคการการเมือง” มิใช่ยึดติดกับตัวบุคคลผู้อยู่ในบัญชีรายชื่อที่ได้รับการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้น ส.ส.ประเภทสัดส่วนจะนำสิทธิตามบัญชีรายชื่อนั้นไปใช้ดังสิทธิที่ติดกับตัวบุคคลเหมือนส.ส.ประเภทแบ่งเขตหาได้ไม่

เมื่อผลการเลือกตั้งประเภทส.ส.สัดส่วนเป็น “โควต้าตามบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง” แล้ว ส.ส.ประเภทสัดส่วนนี้จึงไม่สามารถนำตำแหน่งของตนไปย้ายพรรคเข้าพรรคการเมืองใหม่หรือหาพรรคการเมืองสังกัดใหม่ได้เนื่องจากเป็นการนำโควต้าตามบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองเดิมไปเพิ่มให้กับพรรคการเมืองที่เข้าไปสังกัดใหม่ หากอนุญาตให้ทำเช่นนั้นได้ก็จะเป็นการไม่ยุติธรรมต่อผู้ลงคะแนนเสียง โดยเฉพาะผู้ลงคะแนนที่เป็นปฏิปักษ์กับพรรคการเมืองที่รับส.ส.สัดส่วนเข้ามาเพิ่ม อีกทั้งไม่เป็นธรรมต่อผู้ที่มีชื่อในลำดับถัดไปของบัญชีรายชื่อ (Waiting List) ซึ่งก็จะเกิดปัญหาว่าผู้ที่อยู่ใน Waiting List จะสิ้นสุดไปหรือโอนติดตามกันไปหรือไม่ และหากโอนได้สถานะของ Waiting List จะติดตามกันไปอย่างไร

น่าสังเกตว่ารัฐธรรมนูญทั้งฉบับ พ.ศ. 2540 และฉบับปัจจุบันต่างก็มุ่งกำจัดการซื้อขายเสียงและกำหนดบทลงโทษการซื้อขายเสียง แต่กระนั้นกลับไม่มีการห้ามการซื้อขายนักการเมืองและไม่มีบทลงโทษนักการเมืองที่ขายตัวและพรรคการเมืองที่ขายตัวนักการเมือง[7] ดังนั้นการให้ส.ส.แบบสัดส่วนที่ถูกยุบพรรคสามารถหาพรรคการเมืองใหม่สังกัดได้โดยอิสระจะก่อให้เกิดปัญหาการซื้อขายตัวส.ส.ภายหลังจากมีการยุบพรรค กรณีเช่นนี้หากพิจารณาโดยละเอียดแล้วจะเห็นได้ว่าเป็นการทุจริตการเลือกตั้งรุนแรงยิ่งกว่าการซื้อสิทธิขายเสียงกับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเสียอีก ทั้งนี้เนื่องจากเป็นการซื้อผลสำเร็จของการเลือกตั้ง คะแนนที่ซื้อได้ก็สามารถนำมาใช้การได้ทันทีไม่ต้องรอคณะกรรมการเลือกตั้งประกาศผลการเลือกตั้ง นายทุนพรรคการเมืองสามารถอาศัยช่องว่างของกฎหมายข้อนี้เป็นช่องทางสร้างฐานอำนาจทางการเมืองโดยมิชอบซึ่งการนี้จะเป็นการทำลายระบบพรรคการเมืองทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เมื่อรัฐธรรมนูญมีเจตนารมณ์ให้การเมืองมีเสถียรภาพโดยเฉพาะในระบบพรรคการเมือง รัฐธรรมนูญจึงกำหนดให้ ส.ส.นั้นต้องสังกัดพรรคการเมืองส่งผลให้ความเป็นส.ส.ก็จะยึดติดกับพรรคไม่ใช่ยึดติดกับตัวบุคคล[8] พรรคการเมืองจะต้องมีความแข็งแรงและมีเสถียรภาพ ทั้งนี้เนื่องจากพรรคการเมืองเป็นองค์กรทางการเมืองที่กำหนดตัวผู้ที่จะมีสิทธิเป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเพียงองค์กรเดียวเท่านั้น หากปล่อยให้พรรคการเมืองขาดเสถียรภาพรัฐบาลก็จะขาดเสถียรภาพเช่นกัน ดังนั้นจากเหตุผลทั้งหมดที่ได้กล่าวมาข้างต้นผู้เขียนจึงเห็นว่าเมื่อพรรคการเมืองถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค สมาชิกภาพของ ส.ส. สัดส่วนก็ควรที่จะสิ้นสุดลงไปด้วย ไม่ควรให้ส.ส.ประเภทสัดส่วนหาพรรคใหม่สังกัดภายในหกสิบวันหลังจากมีคำสั่งยุบพรรคได้เหมือนดังส.ส.ประเภทแบ่งเขต



[1] เกรียงไกร เจริญธนาวัฒน์, หลักพื้นฐานกฎหมายมหาชนว่าด้วยรัฐ รัฐธรรมนูญและกฎหมาย, กรุงเทพ, วิญญูชน, 2550, หน้า 192

[2] บวรศักดิ์ อุวรรณโณ, รัฐธรรมนูญน่ารู้, กรุงเทพ, วิญญูชน, 2542, หน้า 282

[3] จำนงค์ ถาวรวิสิทธิ์, ศึกษาเปรียบเทียบระบบและวิธีการเลือกตั้ง ส.ส.ของไทยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2540) กับระบบและวีธีการเลือกตั้ง ส.ส.ตามกฎหมายของเยอรมัน, วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2542, หน้า 35

[4] เรื่องเดียวกัน,หน้า 160

[5] นรนิติ เศรษฐบุตร, รัฐธรรมนูญกับการเมืองไทย, กรุงเทพ, สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2550, หน้า 328

[6] คณิน บุญสุวรรณ, รวมสาระรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน, กรุงเทพ, สำนักพิมพ์มติชน, 2541, หน้า 234

[7] รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์, เศรษฐศาสตร์รัฐธรรมนูญ: บทวิเคราะห์รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 เล่ม 2, กรุงเทพ, มติชน, 2546, หน้า 54

[8]บุศรา เข็มทอง, การรวมพรรคการเมือง:ศึกษาผลกระทบต่อการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ, วิทยานิพนธ์ปริญญมหาบัณฑิต
คณะนิติศาสาตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,
2546, หน้า 108

01 December 2008

บ้านเมืองไม่ใช่ของเรา

หลังจากที่พากเำพียรเรียนเรื่องกฎหมายมหาชนมาเป็นเวลาหลายปี ความเชื่อที่สังสมในตัวว่านิติรัฐคือเป้าหมายที่ประเทศไทยจะต้องไปให้ถึง หลังจากเรียนจบ รธน.2540 ก็ถูกคณะรัฐประหารฉีกทิ้ง องค์กรการเมืองถูกเปลี่ยนแปลง องค์กรอิสระที่ถูกสงสัยว่าไม่เป็นกลาง ก็ไม่เป็นกลางจริงๆ (วัดได้จากผู้ที่เข้าไปมีส่วนร่วม)

มาวันนี้ ทำเนียบฯ ถูกยึด สนามบินถูกยึด สภาพไม่ต่างกับถูกปิดประเทศโดยคนกลุ่มหนึ่งซึ่งอ้างสิทธิตามรธน.แต่ไม่ได้ใยดีต่อสาระของ รธน.เลย

รัฐบาลก็ไม่ต่างกับคนเป็นง่อย ทำอะไรไม่ได้แม้แต่จะรักษาความสงบเรียบร้อย ทหารก็ไม่ได้ทำหน้าที่ของตนเอง กลับกลายเป็นพลังการต่อรองทางการเมืองเสียนี้ แล้วที่พร่ำมาตลอดว่าทหารในยุคนี้เป็นทหารอาชีพ หมายความว่าอย่างไร

นักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัยบางกลุ่มก็ออกมาเรียกร้องให้ปฏิวัติ ทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่า มันเท่ากับเป็นการเปิดประตูให้โจรปล้นบ้าน ทั้งหมดนี้มันหมายความว่าอย่างไร ?? สงสัยบ้านเมืองนี้จะไม่ใช่ของเราอย่างที่เขาเอาไปตั้งเป็นชื่อรายการในเว็ปประชาไท

ผมคิดอยู่ว่า ประเทศไทยวันนี้กำลังมีลักษณะใกล้กับ Failed state
ในวิกี้พีเดีย อธิบายไว้ว่า "A state could be said to "succeed" if it maintains, in the words of Max Weber, a monopoly on the legitimate use of physical force within its borders. When this is broken (e.g., through the dominant presence of warlords, paramilitary groups, or terrorism), Weber clearly explains that only the state has the means of production necessary for physical violence (politics as vocation). This means that the state does not require legitimacy for achieving monopoly on the means of violence (de facto) but will need one if it needs to use it (de jure)."

สำหรับตัวชี้วัดทางการเมืองของรัฐที่ล้มเหลวได้แก่
1. Criminalization and/or delegitimisation of the state
2.
Progressive deterioration of public services
3.
Widespread violation of human rights
4.Security apparatus as ‘state within a state
5.Rise of factionalised elites
6.
Intervention of other states or external factors

แล้วลองพิจารณากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนะครับ ผมว่ามันใกล้เข้ามาทุกทีแล้วนะครับ

ในเอเชียตะวันออกนี้มีสองประเทศเท่านั้นครับที่อยู่ลักษณะเช่นว่านี้ คือเกาหลีเหนือกับพม่า

สิ่งที่หวังไว้ลึกๆคือ ประเทศไทยคงไม่ตกอยู่ในสภาพเช่นเดียวกันครับ

พรุ่งนี้จะมีการตัดสินคดียุบพรรคร่วมรัฐบาลสามพรรค ท่าทางจะรอดยาก เราก็ได้แต่ติดตามดูความเปลี่ยนแปลงละครับเพราะนี้เป็นบ้านเมือง(ไม่ใช่)ของเรา

29 October 2008

วรเจตน์ชี้นักกฎหมายมหาชนต้องมีเกราะป้องกัน

บทความเรื่อง

การกระทำทางรัฐบาลกับคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 547/2551 (เขาพระวิหาร)
โดย อาจารย์ วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เผยแพร่ใน www.pub-law.net http://www.pub-law.net/publaw/View.asp?publawIDs=1292

ผมอ่านแล้วกินใจมาก บทที่ยกมาเป็นบทสรุปซี่งเห็นว่ามีประโยชน์ และตรงใจที่สุดจึงขอนำมาโำพสต์ไว้เตือนใจนะครับ


"ในฐานะนักกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาทางกฎหมาย นักกฎหมายทุกคนไม่ว่าจะเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย อัยการ ผู้พิพากษาตุลาการ หรือผู้ประกอบวิชาชีพทางกฎหมายอื่น ต้องตระหนักว่าการวินิจฉัยปัญหานั้นจะต้องมีเกณฑ์และมีเหตุผลรองรับ จะใช้ความรู้สึกนึกคิดทางการเมืองของตนเข้าแทนที่หลักวิชา แล้ววินิจฉัยปัญหาไปตามความรู้สึกนึกคิด ความต้องการทางการเมืองของตนไม่ได้ กล่าวเฉพาะนักกฎหมายมหาชนซึ่งจะต้องวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาทางกฎหมายที่ สัมพันธ์ใกล้ชิดกับการเมืองและการบริหารราชการแผ่นดินนั้น จะต้องตระหนักว่าตนกำลังวินิจฉัยปัญหาทางกฎหมาย ไม่ใช่กำลังแสดงออกซึ่งความต้องการทางการเมืองของตน ซึ่งสิ่งเดียวที่จะเป็นเกราะป้องกันไม่ให้ “หลงทาง” ก็คือ ความซื่อตรงต่อหลักวิชา ต่อเหตุผลตามหลักวิชาที่ได้พิสูจน์กันมาจนยอมรับนับถือกันทั่วไป เพราะหากนักกฎหมายมหาชนบิดเบือนหลักวิชาเพื่อตอบสนองความต้องการทางการเมือง ของตนเสียแล้วไม่ว่าจะในนามของอะไรหรือเพื่อใครก็ตาม การวินิจฉัยปัญหานั้นก็หามีคุณค่าใดควรแก่การยอมรับนับถือไม่ และการกระทำดังกล่าวก็จะค่อยๆทำลายวิชานิติศาสตร์ลงไปในที่สุด"

11 October 2008

Jokes around Bangkok City

I found some jokes on a blog... they are quite cool though. ha ha The person who wrote all this might be a Thai. Anyway.... I still like them lah..



Brand New Jokes about Thais and Thailand!

Joke One: Guess Why the Thai Government Office is located at the Airport? Answer: Because the government there always need a quick get-away from the mob.

Joke Two: How many times does the mob in Thailand say they have won, in a day? Answer: It depends on how many times they jerk-off in a day.

Joke Three: Guess what the Thai courts ruled against Thaksin today? Answer: They ruled that Thaksin should go straight to jail without a trial.

Joke Four: Guess what country want to stop democracy because it thinks the people are too stupid to vote? Answer: I am not sure but is it between Germany under Hitler or Thailand under the mob.

Joke Five: Why does the non-violent mob in Thailand carry guns, bombs and knives? Answer: Because they think a good peaceful protest comes after a good violent protest.

Joke Six: Why did Thaksin put all the money he made or corrupted, openly in Thai banks? Answer: Because he didn’t watch enough Thai TV to see how jealous Thais are.

Joke Seven: What happens when a Thai Airways captain, a Thai doctor and the Thai government meet? Answer: The doctor beats up the government and the captain throws the government off the plane.

Joke Eight: How long will the Thais go on fighting among themselves? Answer: Until they develop a human brain and stand straight.

Joke Nine: Why does the Thai mob full of hate and anger? Answer: Because the more they protest, the more sympathy the government gets.

Joke Ten: What ever happened to the easy going and smiling Thais to make them so up-tight now days? Answer: They got screwed up the butt too many times by the mob.

Joke Eleven: Where did Hitler, Pol Pot, Iddy Armin and Stelin go to school? Answer: Thailand’s best universities; Chula and Thammasart.

Joke Twelve: What is the Thai military good for except for staging coups? Answer: Saying how much they love democracy after the coup fails.

Joke Thirteen: Who is really behind the Thai mob? Answer: Keep looking high-up and you will find the answer.

Joke Fourteen: How many constitutions did Thailand have so far? Answer: How many times can Jordan score in a basketball game?

Joke Fifteen: What does Thai doctors check first-the blood pressure, the weight or the temperature? Answer: None of the above-they check your political views first.

Joke Sixteen: Why is the Wall Street crisis not hurting Thailand? Answer: Because the mob did a better job destroying the Thai economy.

Joke Seventeen: Why do the Thai courts, the Thai mob, the Thai civil servants, the Thai academic, the Thai royal blood, and upper-class Thais hate the government so much? Answer: Because the government stops them from screwing the poor.

Joke Eighteen: How comes the Thai mob gets away from doing so many illegal things? Answer: Because the Thai courts likes getting it up the butt from the Thai mob.

Joke Nineteen: Why is the Thai government so weak? Answer: Because it was gang-banged too many times by those in the alliance for dictatorship.

Joke Twenty: What is the future of Thailand? Answer: Going from a developing country, to an under-developed country, to a country waiting for hand-outs, to a basket case of a country.

ที่มา http://thaiintelligentnews.wordpress.com/ (แนะนำโดยคุณทวีวุฒิ จุลวัจนะ)

07 October 2008

Return Home--- but where is my home? (-.-!!)

Finally I finished a master degree from Malaysia. A year away from home while so many things happened when I was away. The first week after I arrived home, I didn't feel like it was the Bangkok I knew. Politic here is still under ambiguity. I was shocked that many legal experts said things in the opposite ways from what they used to believe. I feel like I was betrayed; as the politicians, both elected and wana be, cannot explain what democracy is. I was really --- off when I read more about PDA. Where is the law enforcement? What's the good of having a brilliant constitution without anyone understand it and willing to implement it?

For me, I still believe that democracy has got only one style. There is no Thai style or western style. From what I've learned, the 1997 constitution is still the best one of its kind; and still usable. I don't know what is happening in this beloved country. People easily misunderstand even the crucial democratic concept. Why it is so? If anybody can clear my mind, please let me know. Sigh.. I thought Thailand has got the highest democratic value in Southeast Asia, though there were many coup in its history.

19 March 2008

Muslim and Regional Integration



What I have been studying in class this week is about Islam and globalisation. There are so many lines that separate Muslim thought from the Modern world; I would suggest the modern world is based on the European values which developed from Christianity. However, the point I am making is while the contemporary societies are able to adapt themselves to globalisation, many Islamic societies found difficulty. It may be because of the religion's charactoristic which has a very strong social structure. For now, I am a unknowledgeable student in this field. I am really wonder whether it is true that Islamic charactor does not support multi-culturalism and regional integration. For the sake of ASEAN which has its muslim members as the majority, I do really want to be able to answer such a religion matter ( which many people do not wish to talk about).


13 March 2008

General Election in Malaysia 2008

RESULTS AT GLANCE
PARLIAMENT
BN
140
OPPOSITION
82
INDEPENDENT
0

STATE
BN
307
OPPOSITION
196
INDEPENDENT
2
What's a surprise for the recently M'sia election result. Before the election, many Malaysians complained to me that their politic was really really boring. The Barison National(BN) always won elections and ruled the country. Do you know M'sia has only 4 prime minister during 50 years of independent! Only Dr. Mahathir himself ruled this Fed around 20 years. Wow.... a surprise for Thais who always change their PM every 2-3 years; either throught election or coup d'etat lah..

The environment before the GE was quite boring and quiet, from my sight as a Thai, rather than actively participated by the people. I am not quite sure why but many people said that they were not interested in the politic. Some even did not go to the ballocts because they thought that it could not change anything. BN still won and the oppositions would depressed as usual.
According to the last election, the opposition parties won only in norther states: Kalantan Traganu where the majority are muslims. However, the recent election turned out to be a disaster for BN, especiallly for the UMNO. They lost almost all of the northern states; Kedah, Penang, Kalantan, Tranganu. Even in Salangor which is considered as a middle part, KL is inside Salangor, was lost to the opposition. What's a mass for BN lah.

Nevertheless, I think that it is better for M'sia to have a stronger opposition. Once they was able to keep opps's mouths shut, people lost their freedom of expression too. From now I think that M'sia politic is so interesting lah kap....:)


26 December 2007

General Election



ก่อนอื่นต้องขอเริ่มจับกระแสเลือกตั้ง 2550 ที่ผ่านมาก่อนนะครับ เลือกตั้งครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมใช้สิทธินอกราชอาณาจักร ตื่นเต้นดีเหมือนกันครับ กระบวนการก็ยุ่งยากกว่าเลือกตั้งในประเทศอยู่เล็กน้อย ขั้นแรกเริ่มจากต้องไปลงทะเบียนว่าจะใช้สิทธินอกราชอาณาจักรที่สถานฑูตก่อนการเลือกตั้งประมาณสองสัปดาห์(ตามประกาศของสถานฑูต) จากนั้นก่อนวันเลือกตั้งซักสามวันก็ไปตรวจสอบว่าย้ายทะเบียนมาอยู่ที่สถานฑูตกัวลาลัมเปอร์จากเวปไซค์ของกกต.ครับ ขั้นตอนนี้ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้ความสำคัญเท่าไร พอถึงวันเลือกตั้งจริงก็ปรากฎว่าไม่มีชื่อ ทำให้ใช้สิทธิไม่ได้ ผมเห็นอยู่เป็นกลุ่มๆเหมือนกันที่มาลงคะแนนแต่ปรากฎว่าไม่ได้ลงทะเบียนว่าจะใช้สิทธิ เจ้าหน้าต้องอธิบายกันยาวกว่าจะเข้าใจกัน อันนี้ผมว่ามันเป็นหน้าที่ของคนไทยนะครับที่ต้องติดตามกันเอาเอง ที่มาเลนี้เลือกตั้งกันตั้งแต่วันที่ 12-16 ธันวา ครับ ที่เลือกตั้งก่อนก็เพราะว่าต้องส่งบัตรไปนับที่ประเทศไทย กระบวนการการเลือกปีนี้ค่อนข้างจะสับสนที่เดียว เริ่มจากไปตรวจสอบเขตของตัวเอง ตรวจจำนวนผู้รับสมัครสส.ที่สามารถเลือกได้ บางเขตก็คนเดียวบางเขตก็สามคน ก็ลองคิดดูละกันครับเลือกตั้งในต่างประเทศ กรรมการการเลือกตั้งที่นี้ต้องตรวจทุกเขตในประเทศไทย เพราะคนไทยในมาเลมาจากทุกจังหวัดจริงๆ จากนั้นก็ต้องไปเปิดบัญชีผู้สมัครรับเลือกตั้ง จำหมายเลขที่ตนจะเลือก จำหมายเลขพรรคที่ตนจะเลือก จากนั้นก็ไปเข้าคูหาเลือกตั้งครับ ที่คูหาก็คล้ายๆกับในประเทศละครับ เพียงแต่ว่ากล่องบังตาจะเป็นสีขาวแทนที่จะเป็นสีเขียว แล้วที่พิเศษขึ้นมาคือเราจะได้ซองขาวมาคนละใบ กาบัตรเลือกตั้งเสร็จก็พับใส่ซองแล้วนำซองไปให้เจ้าหน้าที่ลงนามกำกับผนึก จากนั้นก็ไปหย่อนลงกล่อง เป็นอันจบพิธีครับ

ข้อสังเกตการเลือกตั้งคราวนี้คือ

1.บัตรเลือกตั้งสับสนมากครับ โดยเฉพาะแบบบัญชีพรรค ผมละงงเลย มีแต่หมายเลขไม่มีโลโกพรรคการเมือง อ้าวทีตอนเลือกตั้งครั้งก่อนๆยังมีตราโลโกให้เห็นว่าหมายเลขใดเป็นพรรคใด ทำไมปีนี้ไม่มีละ แถมในคูหาก็ไม่มีบอกว่าหมายเลขใดพรรคใด ถ้าใครไม่ได้จำเบอร์มา หรือว่าเกิดตื่นเต้นจำเบอร์ไม่ได้ก็แย่เลยนะครับ

2.บัตรแบบแบ่งเขตเรียงเบอร์ อันนี้งงสุดๆครับ สมมติว่าเลือกได้สามคนแล้วผมอยากจะเลือกเบอร์ที่ไม่เรียงกัน ก็ต้องจำเข้าไป เป็นเลขหกหลัก แล้วถ้าจำผิดละ?? ที่ต่างประเทศแบบแบ่งเขตเรียงเบอร์นี้ยุ่งใหญ่เพราะตอนไปดูผู้สมัครเขตตัวเองแล้ว หากดูผิดเขตก็จบกันเลยละครับ เพราะต่างเขตก็ต่างเบอร์ มั่วกันไปหมด

3.หากกาเกินจะนับอย่างไร ถือเป็นบัตรเสียหรือเปล่า?? แล้วถ้ากาผิด แล้วอยากเปลี่ยนใจขีดฆ่าอันเก่าไปกาอันใหม่ อย่างนี้บัตรเสียหรือเปล่า (แน่นอนครับลงนามกำกับไม่ได้อยู่แล้ว)

หากถามความรู้สึกจริงๆ ผมว่าผมชอบการเลือกตั้งตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ตาม ร.ธ.น.40 ฉบับเก่ามากกว่า ผมว่ายุติธรรมกว่าอันใหม่นี้อีกนะครับ สิ่งที่เปลี่ยนแปลงก็คล้ายๆกับว่าเป็นการตั้งกติกาใหม่เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อใครบางคนเท่านั้น หากจะวัดกันในเชิงคุณภาพและความชอบธรรม ผมว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐที่ใช้ในการเลือกตั้งตาม 40 งามกว่าแยะ

ก่อนจากกันก็ Merry Christmas & Happy New Year ครับ ขอให้มีความสุข รับฟ้าใหม่ รัฐบาลใหม่ละกันนะครับ เฮอออออ............

28 November 2007

ประท้วง

ก่อนอื่นต้องขออภัยที่ไม่ได้อัพซะนานเลยครับ ช่วงนี้เรียนหนักจริงๆ ไม่มีเวลามาเขียน แค่เขียนงานส่งอาจารย์ก็ทำไม่ทันแล้วนะครับ
เมื่อวันที่ 25 พ.ย. ที่ผ่านมาที่มาเลเซียมีการประท้วงเรียกร้องสิทธิ ประท้วงกันในเมืองหลวงเลยละครับ แต่ที่น่าแปลกคือชนวนของการประท้วงนี้และครับ เท่าที่รู้คือที่มาเลนั้นมีปัญหาเรื่องเชื้อชาติมากๆ ต่างคนต่างอยู่ จีนฝ่ายหนึ่ง มาเลฝ่ายหนึ่ง อินเดียฝ่ายหนึ่ง แม้ว่าทั้งสามฝ่ายจะสัญชาติเดียวกัน แต่เวลาแบ่งพวกแล้ว ตัวใครตัวมันครับ มาเลกุมบังเหียนอำนาจรัฐ คนจีนเป็นขุมกำลังทางเศรษฐกิจ ส่วนคนอินเดียนั้นไซร้ เป็นชนชั้นแรงงาน หนังสือพิมพ์ The Star 25-11-07 ลงข่าวภายหลังการประท้วงว่า
"The Hindu Right Action Force(Hindraf) wanted to submit a petition with 100,000 signatures collected, to petition Queen Elizabeth II to appoint a Queen's Counsel to represent the Indian community in a class action suit against the British Government for bringing Indians as labourers to the then Malaya and exploiting them"
: จำนวนเงินที่เขาเรียกร้องเป็นเงินถึง 13.5 พันล้านริงกิต (ประมาณหนึ่งร้อยสามสิบห้าพันล้านบาท)

ประเด็นที่แปลกในกรณีนี้คือ
1. ที่อังกฤษเอาบรรพบุรุษตนมาปล่อยไว้ที่มาลายามันเกิดเหตุนี้ขึ้นตั้งเกือบร้อยปีที่แล้ว มาฟ้องเอาทำไมตอนนี้
2. ทำไมไม่ฟ้องในประเทศตน แต่ไปถวายฎีกาต่อควีนอังกฤษ ทั้งๆที่มาเลเซียเป็นเอกราชตั้งแต่ 1967 (ฎีกาแบบนี้คนไทยคงคุ้นเคยนะครับ)
3. จะพิสูจน์ class action ในกรณีนี้กันอย่างไร เพราะอินเดียบางคนก็เต็มใจหอบหมอนมาเอง

เอากันเข้าไป เฮออ....

17 October 2007

Salamat Hari Raya!




Salamat Hari Raya!

ตอนนี้เป็นช่วงเทศกาล Hari Raya ครับ เป็นช่วงที่คนมุสลิมจะเฉลิมฉลองหลังจากที่ถือศีลอดมานานกว่าหนึ่งเดือน สภาพก็คล้ายๆกับช่วงเทศการสงกรานต์บ้านเราละครับ คนในเมืองก็จะกลับบ้านเกิดไปหาญาติพี่น้อง บ้างก็ออกไปเที่ยวต่างจังหวัด ผมก็ถือโอกาสพักผ่อน ไปเที่ยวกับเพื่อนๆในกลุ่ม ซึ่งนี้ก็นับว่าเป็นครั้งแรกที่กลุ่มของเราไปเที่ยวต่างจังหวัดด้วยกัน กลุ่มของผมจะประกอบไปด้วยชาย ๔ หญิง ๕ เป็นญี่ปุ่นเสีย ๖ จีนมาเลย์ ๒ และไทย ๑ ดังนั้นก็ไม่ต้องสงสัยครับ ภาษาที่ใช้กันส่วนใหญ่ก็เป็นอังกฤษคำญี่ปุ่นคำ ไปเที่ยวด้วยกันคราวนี้ทำให้คิดว่าตัวมาอยู่มาเลย์คงจะพูดญี่ปุ่นได้ก่อนมาเลย์เป็นแน่แท้ สำหรับเรื่องแผนการเที่ยวส่วนใหญ่เพื่อนๆเป็นคนจัดการครับ หน้าที่ของผมมีอย่างเดียวคือ จ่ายตัง โดยเพื่อนๆยกให้ผมเป็นตากล้องประจำกลุ่ม(คงเพราะบ้าเห่อกล้องใหม่มากไปหน่อย)

Cameron Highlands ก็เหมือนกับไปเที่ยวเชียงรายละครับ อากาศที่นั้นเย็นสบาย ไม่อบอ้าวเหมือน KL (คิดว่าน่าจะอยู่ราวๆ ๑๘-๒๕) ทั้งนี้เป็นเพราะอยู่บนที่สูงประมาณพันห้าร้อยเมตรเหนือน้ำทะเล การที่ได้มาอยู่ในพื้นที่อากาศเย็นๆ นี้ทำให้คลายความเครียดไปได้เยอะครับ สถานที่ท่องเที่ยวก็ไม่มีอะไรมากไปกว่า สวนผัก ไร่ชา ฟาร์มผีเสื้อ โชคดีที่กลุ่มของผมได้ชื้อทัวร์เดินป่าไว้ ผมเลยได้มีโอกาสไปสัมผัสป่ามาเลย์เสียที มาเดินป่าคราวนี้นับว่าทรหดที่สุดแล้วละครับ ฝนก็ตก ป่าก็ดิบมากๆ ด้วยความรกของป่าและความชื้น เวลาเดินก็ต้องระวังเป็นอย่างมาก แว่นที่ผมใส่จะขึ้นฝ้าตลอด ผมเพิ่งรู้ว่าป่าดงดิบมันมีกลิ่นของมันอยู่ เป็นกลิ่นเหม็นเน่าของซากพื้นที่อยู่ด้านล่าง นอกจากนั้นตลอดทางก็เจอไม้แปลกๆ อีกทั้งแมลงที่ไม่เคยเห็นอีกมาก ทำให้การเดินป่าของเราเพลิดเพลินไปกับความแปลกใหม่ครับ เป้าหมายของเราคือไปหาดอกไม้ The Rafflesia

ดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลกเดินกันกว่า๓ชั่วโมงโชคดีที่เราเจอสองดอกติดๆกัน แต่แปลกที่ว่ามันไม่ได้มีกลิ่นเหม็นเหมือนซากศพอย่างที่หนังสือบางเล่มบอกไว้ หรืออาจเป็นเพราะว่าจมูกผมมันชินกับกลิ่นเหม็นไปแล้วก็ไม่รู้ กระนั้นเมื่อได้เจอก็ทำให้เราได้ภูมิใจว่า ครั้งหนึ่งเราก็เคยมาสัมผัสดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลกในบรรยากาศป่าดงดิบนะ เฮอออ....

03 October 2007

พม่าบุก

อยู่มาเลย์มาเกือบหนึ่งเดือนแล้ว วันเวลาผ่านไปเร็วเสียจริงๆ ความเป็นอยู่ตอนนี้ก็ลงตัวเกือบหมดแล้วละครับ ทั้งที่อยู่อาศัย เพื่อน แล้วก็การใช้ชีวิต วันๆก็ไม่ได้ทำอะไรมากหรอกครับเพราะว่าเริ่มเรียนหนักขึ้นแล้ว เวลาว่างส่วนใหญ่เลยหมดไปกับการค้นคว้าหาข้อมูล โดยเฉพาะผมเองนั้นเจอปัญหาใหญ่เพราะว่าไม่ได้จบมาตรงกับสาขาที่เขาเรียนกัน ให้มาทำความเข้าใจกับเศรษฐศาสตร์มหภาคก็พอทำเนาอยู่ แต่พอเจอการวิเคราะห์แบบจุลภาคเข้าไปถึงกับหงายเก๋งไปเลยละครับ กราฟก็อ่านไม่เป็น ไม่ได้จับมาตั้งแต่ม.3 แล้ว ศัพท์ที่ใช้ก็เป็นศัพท์เฉพาะซึ่งผมไม่มีพื้นฐานอยู่เลย ดังนั้นหากจะให้ประเมินเรื่องการเรียนตอนนี้ก็จัดว่าเหมือนหัดเดินก็คงไม่ผิด
สัปดาห์ที่ผ่านมาประเด็นที่ผมสนใจเป็นพิเศษจะมีอยู่สองเรื่องคือ เรื่อง Globalisation กับเรื่องการเมืองในพม่า วันนี้ขอกล่าวถึงการเมืองในพม่าก็แล้วกันครับ เพราะมีเพื่อนพม่าที่เรียนอยู่ด้วยกันอยู่กลุ่มหนึ่ง พม่าใช่ว่าจะมีแต่คนหัวโบราณนะครับ จริงๆแล้วเขาก็มีทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพอยู่มากที่เดียว เสียแต่ว่าคนเหล่านั้นต่างอาศัยอยู่ในประเทศต่างๆทั่วโลก สังคมพม่าคงเปรียบได้กับเมืองไทยสมัยเผด็จการทหารในยุคจอมผลต่างๆ ถืออำนาจและพวกพ้องเป็นหลัก สิ่งที่เขาพัฒนาระบบเผด็จการของเขาคือทำให้คนส่วนใหญ่เป็นทหาร เพราะเมื่อได้ขึ้นชื่อว่าเป็นทหารแล้วก็มีอำนาจบาตรใหญ่ขึ้นมาเลยทีเดียว ทหารชั้นประทวนสามารถกินข้าวฟรีได้ไม่ต่างกับตำรวจเมืองไทยบางนาย อยากได้อะไรก็ขอเอาได้เลย เมื่อคนส่วนใหญ่เป็นทหาร สังคมก็พัฒนาไปแบบทหาร ไม่สนใจเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากคนรอบข้าง(ที่อาจจะเป็นประชาธิปไตย) สิ่งที่น่ากลัวสำหรับพม่าอาจไม่ใช่มีเพียงแต่ทหารที่ทรงอำนาจ ประเทศเพื่อนบ้านและประเทศผู้ลงทุนรายใหญ่อย่าง จีน สิงคโปร์ อินเดีย ฯลฯ ก็เป็นฝันร้ายสำหรับชาวพม่าเช่นกัน เพราะประเทศเหล่านี้ต่างก็มีผลประโยชน์มากมายทับซ้อนอยู่กับรัฐบาลทหาร หากรัฐบาลล้มความเสี่ยงก็จะเกิดขึ้นกับโครงการต่างๆของประเทศเหล่านี้ แต่ถ้ามองในมุมของชาวพม่า ทรัพยากรของพวกเขาก็ไม่ได้เป็นของกลุ่มทหารเพียงกลุ่มเดียว ชาวพม่าควรได้รับประโยชน์จากการลงทุนอย่างคุ้มค่าที่สุด ตัวอย่างมีให้เห็นมากมาย เช่น ไนจีเรีย มีน้ำมันและทรัพยากรธรรมชาติอยู่แยะ แต่คนไนจีเรียก็ยังจนอยู่ เวเนซูเอล่า ก็เหมือนกัน คนรวยมีแต่ผู้นำประเทศกับนักการเมือง อย่างไรก็ตามผมมองในมุมของคนไทย พอวิจารณ์เขามากๆ มองดูเมืองไทยแล้วประวัติศาสตร์เราก็ไม่ต่างกัน ผู้นำก็ไม่ได้ยึดหลักกติกาบ้านเมืองเท่าไร ไม่เชื่อลองนับจำนวนรัฐธรรมนูญที่ถูกฉีกดูซิครับ

28 September 2007

Shame Burmese Junta



ขอประณามการใช้ความรุนแรงกับพระสงฆ์และผู้ประท้วงในพม่า
ขอประณามเผด็จการบ้าอำนาจ
ก้องสรรเสริญ ออง ซาน ซู จี
ขอให้รัฐบาลทหารจงอับจน

27 September 2007

ไหว้พระจันทร์



วันอังคารที่ผ่านมา(๒๕) ผมได้มีโอกาสไปฉลองเทศกาลขนมไหว้พระจันทร์ เทศกาลนี้จริงๆแล้วเขาจัดให้เฉพาะคนจีนที่อยู่ในหอพักสิบสอง(ที่ผมพักอยู่เท่านั้น) สองวันก่อนหน้านี้ผมเห็นว่าเขากำลังเตรียมงานกันผมเลยหาทางมาร่วมฉลองกับเขา ผมเห็นว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะเรียนรู้วัฒนธรรมของคนจีนและหากได้รู้จัดคนจีนที่นี้บางก็คงจะมีเพื่อนต่างเชื้อชาติอีกหลายคน เสียอย่างเดียวคือ ผมพูดภาษาจีนไม่ได้ ซึ่งนั้นก็เป็นปัจจัยสำคัญทีเดียวละครับเพราะสมาคมคนจีนย่อมไม่ใช้ภาษาอื่นในการสื่อสารอยู่แล้ว

พอใกล้ถึงวันงานผมก็ไปชวนเพื่อนที่เรียนโปรแกรมเดียวกันที่หอข้างๆ เป็นชาวจีน(เคยอยู่ในสมาคมนี้มาก่อน)ให้มาเป็นล่ามให้ วิธีของผมได้ผลครับ ผมเข้าสมาคมชาวจีนได้อย่างง่ายดายที่เดียว ตอนแรกก็มีเพื่อนคอยแปลให้แต่หลังๆ พวกนักเรียนจีนมันเห็นว่าลำบากมันเลยพูดอังกฤษกับผมเองซะเลย มาอยู่ที่หอแรกๆ เห็นเขามีหลายเชื้อชาติหลายภาษาก็คิดว่าเขาอยู่กันอย่างสมานฉันท์ แต่พอรู้จักเข้าจริงๆแล้วรู้สึกได้ว่าประเทศนี้มีปัญหาด้านเชื้อชาติไม่น้อยเหมือนกันความเห็นผมคิดว่า ชาวจีนในมาเลย์ถูกจัดให้เป็นชนชั้นสองรองจากชาวมาเลย์ หากจะพูดเรื่องสิทธิและเสรีภาพ หรือความเสมอภาค ตามแนวคิดตะวันตกหรืสิทธิมนุษยชนแบบฝรั่งเศสในประเทศนี้ก็ลืมไปได้เลยครับ ที่เขาอยู่ร่วมกันได้เพราะเขาแยกกันอยู่ครับ ประมาณว่าไม่ทะเลาะกัน แต่ก็ไม่อยากคบกัน เรื่องนี้คงต้องสัมผัสกันไปอีกซักพักละครับถึงจะวิจารณ์ได้ ขอติดไว้ก่อนละกันนะครับ

เทศกาลขนมไหว้พระจันทร์ก็เหมือนกันงานรับน้องใหม่บ้านเราละครับ นิสิตจะถูกแบ่งออกเป็นบ้านๆ (ผมก็ติดไปอยู่ในบ้านหนึ่งไปโดยปริยาย) พวกน้องๆต้อนรับผมดีมากๆ คิดไปคิดมาพวกชาวจีนตอนรับเราดีกว่าพวกมาเลย์แท้ๆซะอีก จนบางทีผมคิดว่าผมอาจจะหัดภาษาจีนกลางแทนที่จะเอาดีกับภาษามาเลย์ซะแล้วละครับ ผมกับน้องๆเล่นเกม ร้องรำทำเพลง ใต้พระจันทร์ดวงโต และที่ผมชอบที่สุดคือการเดินถือโคมไฟกระดาษไปรอบๆหอครับ(คงเป็นเพราะเป็นเด็กชอบเล่นกับไฟเลยทำให้ผมสนุกเป็นพิเศษ) บรรยากาศดีมาก อากาศเย็นๆเดินถือโคมไฟ ดูหมวยๆ เล่นดอกไม้ไฟ..... เฮออ เหมือนอยู่ในฮ่องกงเลย.....

พองานจบผมได้เพื่อนใหม่มาอีกโหล เป็นชาวจีนซึ่งผมคิดว่ายากที่จะเจาะกลุ่มเข้าไปได้(เพราะเขาสามัคคีกันมากและไม่ยุ่งกับพวกมาเลย์หรืออินโดที่ผมคบที่หอ) นอกจากนั้นในกลุ่มเพื่อนใหม่ยังมีนิสิตนิติศาสตร์ร่วมอยู่ด้วยอีกสองคน คิดว่าอนาคตอันใกล้เด็กนิติฯ จุฬา คนนี้จะไปเยือนถิ่นนิติฯมาลายา ครับ ไว้คอยติดตามละกันนะครับ

22 September 2007

เพื่อนๆของนักเรียนไทยในต่างแดน


เพื่อนๆของนักเรียนไทยในต่างแดน

ถึงตอนนี้ก็พ้นสัปดาห์ที่สองแล้วครับ ตอนนี้ก็เริ่มรู้อะไรเป็นอะไรบ้างแล้วละครับ สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับตอนนี้ก็คือ การทำความรู้กับเพื่อนใหม่ๆแล้วก็หากลุ่มให้กับตัวเองซะ ผมคิดว่าชีวิตในมหาวิทยาลัยไม่ว่าที่ใหนก็ตามหากเราได้อยู่ในกลุ่มเพื่อนที่ดี มีความสามารถและสามัคคีกัน เราก็จะพากันมีความสุขไปเอง นอกจากนั้นกลุ่มเพื่อนๆจะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของเราตลอดระยะเวลาการศึกษาอีกด้วย การเลือกคบเพื่อนที่ม.มาลายานี้แตกต่างกับจุฬาฯเป็นอย่างมากเลยครับ ทั้งนี้เนื่องจากหลักสูตรที่ผมเรียนอยู่ประกอบไปด้วยคนหลายชนชาติหลากเชื้อสาย คนยุโรปก็จะจับกลุ่มกับคนยุโรป คนจีนก็จะจับกลุ่มกับคนจีน แขกอินเดียก็อยู่ด้วยกันกับมาเลย์ ส่วนคนไทยนั้นก็จะอยู่กับคนลาว(พูดภาษาเดียวกันไงครับ) นั่งกันเป็นกลุ่มๆดูแล้วเหมือนกับเป็นทวีป สำหรับผมก็เวลาเรียนก็จะติดอยู่กับกลุ่มสาวๆมาเลย์(พอดีมีแม่ยกอยู่ในนั้น) ส่วนเวลาเล่นหรือเวลาไปกินข้าวก็จะไปกับคนจีนกับญี่ปุน โดยเฉพาะช่วงหลังๆจะติดไปกับญี่ปุ่นเป็นหลัก ขนาดที่ว่าคนมาเลย์ยังมาพูดญี่ปุ่นใส่ก็มี(นึกว่าเราเป็นญี่ปุ่นมั้ง) จะว่าไปหน้าตาผมก็เป็นปัญหาอยู่เหมือนกัน เพราะเวลาไปสั่งข้าว พวกแขกมาเลย์ก็จะนึกว่าเป็นคนจีนมาเลย์ ก็พูดมาเลย์ใส่ ส่วนเวลาไปสั่งร้านจีน พวกจีนก็พูดจีนกลางใส่ เวลาอยู่กับญี่ปุ่นก็โดนเหมาร่วมว่าเป็นญี่ปุ่นซะอีก แต่จะว่าไปผมก็แอบภูมิใจอยู่เหมือนกันนะ(ป.ปรื๋อโกอินเตอร์)

คนมาเลย์เรียกผมว่า "ปัด" เพราะออกเสียงอักษร P ไม่ได้

คนยุโรปกับอเมริกัน เรียกว่า "แพด" ตามที่มันเคยชิน

พวกยุ่นเรียกผมว่า "พัดโต่ะ"

ส่วนแฟนผมเรียก "เจ้าอ้วน" มั่ง "พ่อพุ่งโต" มั่ง ++? เฮอออออ.................

ผมเสียดายโอกาสคนไทยที่มาทุนเดียวกันอยู่เหมือนกัน พวกเขาจับกลุ่มอยู่ด้วยกันเองเรียนด้วยกันเที่ยวด้วยกัน พอเวลาอยู่ด้วยกันเองก็พูดภาษาไทย ภาษาอังกฤษก็ไม่ค่อยมีโอกาสได้พูด ต่างกับพวกญี่ปุ่นที่ยามที่เราเข้าไปนั้งอยู่ด้วยเขาจะพูดภาษาอังกฤษเพื่อให้เราไม่รู้สึกถูกโดดเดี่ยว(ยกเว้นเวลามันนินทาเรานะครับ มันจะพูดญี่ปุ่นกันแล้วหันมามองเราด้วยหางตาเหมือนในการตูนเลย) แต่ก็ไปว่าเขาไม่ได้เราพี่ๆคนไทยที่มาด้วยกันแก่กว่าผมเกือบรอบ เขาคงยังเขินที่จะพูดอังกฤษกันเอง ตรงนี้แหละที่ผมคิดว่าเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้คนไทยเรียนภาษาอังกฤษมากว่าสิบสองปีแต่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้(เพราะไม่ได้ใช้นั้นเอง)

20 September 2007

ห้อง หอ มาลายา


ครั้งนี้ขอเปิดประเด็นถึงเรื่องระบบการจัดหอในของมหาวิทยาลัยมาลายา ผมคิดว่าผมทำลายสถิติของนักเรียนต่างชาติที่มาเรียนโปรแกรมเดียวกันซะแล้ว กล่าวคือ ตั้งแต่มาอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ผมย้ายห้องหอมาแล้ว 4 ครั้ง(สองหอ) ภายในเวลาสิบวัน ถือได้ว่าผมมีประสบการณ์มากที่เดียวสำหรับที่อยู่อาศัยในมหาวิทยาลัยแห่งนี้

ที่นี้เขาจะจัดให้มีหอในจำนวนสิบสองหอ แต่ละหอก็เป็นอิสระออกจากกัน หากใครที่เคยไปเยี่ยม Oxford ก็คงจะทราบว่ามหาวิทยาลัยที่อังกฤษจะแบ่งเป็น College มหาวิทยาลัยมลายาก็เกิดในยุคอาณานิคม ดังนั้นก็ไม่แปลกอะไรที่ระบบการจัดการของมหาวิทยาลัยที่นี้จะคล้ายคลึงกับมหาวิทยาลัยอังกฤษ แต่ละหอจะมีเอกลักษณ์แตกต่างกัน บางหอเก่งกีฬา บางหอมีสมาคมนักเรียนจีน บางหอก็เหมาะสำหรับสตรีมุสลิม บางหอรับเฉพาะนิสิตปริญญาโท ตอนแรกนั้นผมอยู่หอสิบเอ็ด ซึ่งเป็นหอสำหรับพวกบัณฑิตศึกษา แต่ด้วยสภาพห้องที่ด้อยคุณภาพประกอบกับอากาศที่ร้อนชื้นทำให้ห้องเหม็นอับเกือบตลอดเวลา ผมอยู่ได้คืนเดียวก็ต้องขอย้าย ตอนแรกก็ย้ายในหอ แต่ต่อมาก็ทนไม่ไหวอีกเหมือกันเพราะห้องที่เขาจัดให้มันเป็นห้องเหลือที่ไม่มีใครเขาเอา โดยปรกตินิสิตจะเขาเรียนประมาณมิถุนายน(เหมือนบ้านเรา) แต่ด้วยความที่เราเป็นนักเรียนอินเตอร์ เปิดเทอมช้ากว่าเพื่อน เพื่อนๆ น้องๆ ก็เลยหยิบชิ้นปลามันไปหมด โธ่....เวรกรรม หลังจากนั้นผมก็ไปเจอเพื่อนชาวอินโดคนหนึ่งกำหลังหารูมเมตอยู่เลยไม่ลังเลใจ ตอบตกลงหอบข้าวของย้ายมาทันที ปรากฏว่าสิ่งที่ได้รับคือ ผมนอนไม่หลับไปอีกเกือบสัปดาห์เนื่องจาก พ่อหนุ่มคนนี้มันสูบยาหนักมากแถมสูบในห้องที่เรานอนอีกด้วย ไอ้เราก็เป็นเด็กดี ไม่สูบบุหรี่ โดนควันบุหรี่เข้ามากๆก็เกิดอาการแพ้ซิครับ แค่สูบบุหรี่นะมันยังพอทนเพราะใครๆที่นี้ก็สูบกัน(แล้ววันหลังจะเปิดประเด็นเรื่องนี้นะครับ) พี่อินโดแกเล่นห้ามผมเปิดพัดลมกับหน้าต่างเวลานอนเพราะมันเป็นภูมแพ้ ถูกพัดลมเป่าแล้วเวลาตื่นมาจะเป็นหวัด ตรงนี้แหละที่ทำเอาผมฟิวส์ขาด ประเทศมาเลเซียอยู่บริเวณศูนย์สูตรมีสภาพอาการร้อนชื้น นี้เล่นปิดห้องสูบยา นอนในห้องอับๆ(ที่อัดควัน) ใครจะไปทนไหวละครับ คิดไปคิดมาแย่กว่าห้องเดิมที่ย้ายออกมาอีก ผมเลยขอย้ายไปอยู่กับชาวจีนแทน โชคดีที่ยังมีที่ว่างผมก็หอบผ้าหอบผ่อนย้ายหนีควันอินโดมาอยู่กับจีน แต่กระนั้นผมก็ยังไม่เจอเมตคนนี้ครับ เพราะว่าเขายังไม่ย้ายเข้ามาตอนนี้อยู่คนเดียว นอนตีพุงสบายแฮ ไม่รู้ว่าจะหนีแขกอินโดมาปะเจ็กหรือเปล่านะ?

19 September 2007

Urbanization เมืองมาก่อนหรือถนนมาก่อน?

ผมได้มีโอกาสไปทานอาหารเย็นกับศิษย์เก่ามาเลย์คอล์เลจ (MACOBA) ชื่อพี่ริซัล ผมกับพี่ริซัลรู้จักกันมาก็ประมาณสามปีเห็นจะได้ พี่ริซัลแกเพิ่งซื้อบ้านใหม่ห่างออกไปจากเคแอลประมาณ 45 นาที เลยชวนผมไปเที่ยวบ้านแก ผมสังเกตได้ว่าการพัฒนาที่ดินของเขามีคุณภาพมากๆ มีการวางผังเมืองเป็นอย่างดี กล่าวคือเริ่มแรกจะสร้างถนนหนทางให้ดีซะก่อนจากนั้นก็จะให้เอกชนเขามาจัดสรร เป็นหมู่บ้านจัดสรร บ้านเมืองเลยดูเป็นระเบียบมาก ผิดกับประเทศไทยที่การขยายตัวของเมืองเป็นไปอย่างไม่ค่อยเป็นระบบระเบียบเท่าไรนัก สร้างแล้วก็ทุบ ทุบแล้วก็สร้าง ใช้ได้ไม่กี่ปีก็เกิดโครงการใหม่ก็ทุบของที่เพิ่งสร้างแล้วเริ่มไม่กันอีกครั้ง แม้ว่าเมื่อหลายปีที่แล้วกทม.มีโครงการถนนปลอดการขุดแต่นั้นก็ไม่ได้ช่วยอะไร ผมก็ยังเห็นถนนหลายสายถูกทุบกันอย่างสนุกมืออยู่ดี

การผังเมืองนับว่ามีความสำคัญมากใดด้านการพัฒนาและการจัดสรรทรัพยากร ผมเห็นการวางแผนสร้างเมืองของเขาแล้วก็ประทับใจมากๆ เขาสร้างสาธารณูปโภคไว้เรียบร้อย ถนนคุณภาพเยี่ยมมีทางด่วนรองรับ น้ำ ไฟ เสร็จเรียบร้อยก่อนที่คนจะย้ายเขามาอยู่อาศัยเสียอีก การวางผังเมืองของที่นี้น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีของชาวไทยได้ หากเราวางแผนมาดีๆแล้ว ปัญหาเรื่องค่าชดเชยสนามบินสุวรรณภูมิคงไม่เกิดหรอกครับ มีที่ไหนสนามบินสร้างมาสี่สิบกว่าปี คนก็ดันไปซึ้อบ้านใกล้กับบริเวณสนามบินทั้งๆที่ก็รู้อยู่ว่าอาจจะหนวกหูได้หากสนามบินสร้างเสร็จ เรื่องสนามบินสุวรรณภูมิจึงเป็นอีกบทเรียนหนึ่ง(ที่คนไทยไม่เคยสำนึก)ของการไม่วางแผนล่วงหน้าที่ดี

Urbanization เมืองมาก่อนหรือถนนมาก่อน?

ผมได้มีโอกาสไปทานอาหารเย็นกับศิษย์เก่ามาเลย์คอล์เลจ (MACOBA) ชื่อพี่ริซัล ผมกับพี่ริซัลรู้จักกันมาก็ประมาณสามปีเห็นจะได้ พี่ริซัลแกเพิ่งซื้อบ้านใหม่ห่างออกไปจากเคแอลประมาณ 45 นาที เลยชวนผมไปเที่ยวบ้านแก ผมสังเกตได้ว่าการพัฒนาที่ดินของเขามีคุณภาพมากๆ มีการวางผังเมืองเป็นอย่างดี กล่าวคือเริ่มแรกจะสร้างถนนหนทางให้ดีซะก่อนจากนั้นก็จะให้เอกชนเขามาจัดสรร เป็นหมู่บ้านจัดสรร บ้านเมืองเลยดูเป็นระเบียบมาก ผิดกับประเทศไทยที่การขยายตัวของเมืองเป็นไปอย่างไม่ค่อยเป็นระบบระเบียบเท่าไรนัก สร้างแล้วก็ทุบ ทุบแล้วก็สร้าง ใช้ได้ไม่กี่ปีก็เกิดโครงการใหม่ก็ทุบของที่เพิ่งสร้างแล้วเริ่มไม่กันอีกครั้ง แม้ว่าเมื่อหลายปีที่แล้วกทม.มีโครงการถนนปลอดการขุดแต่นั้นก็ไม่ได้ช่วยอะไร ผมก็ยังเห็นถนนหลายสายถูกทุบกันอย่างสนุกมืออยู่ดี

การผังเมืองนับว่ามีความสำคัญมากใดด้านการพัฒนาและการจัดสรรทรัพยากร ผมเห็นการวางแผนสร้างเมืองของเขาแล้วก็ประทับใจมากๆ เขาสร้างสาธารณูปโภคไว้เรียบร้อย ถนนคุณภาพเยี่ยมมีทางด่วนรองรับ น้ำ ไฟ เสร็จเรียบร้อยก่อนที่คนจะย้ายเขามาอยู่อาศัยเสียอีก การวางผังเมืองของที่นี้น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีของชาวไทยได้ หากเราวางแผนมาดีๆแล้ว ปัญหาเรื่องค่าชดเชยสนามบินสุวรรณภูมิคงไม่เกิดหรอกครับ มีที่ไหนสนามบินสร้างมาสี่สิบกว่าปี คนก็ดันไปซึ้อบ้านใกล้กับบริเวณสนามบินทั้งๆที่ก็รู้อยู่ว่าอาจจะหนวกหูได้หากสนามบินสร้างเสร็จ เรื่องสนามบินสุวรรณภูมิจึงเป็นอีกบทเรียนหนึ่ง(ที่คนไทยไม่เคยสำนึก)ของการไม่วางแผนล่วงหน้าที่ดี

16 September 2007

รถเมล์มาเลย์


สัปดาห์ที่ผ่านมาผมเดินทางในKLคนเดียวหลายครั้งแล้วละครับ ส่วนใหญ่ก็จะใช้รถเมล์กับรถไฟฟ้าเป็นหลัก พูดถึงรถเมล์ที่นี้แล้วก็มีลักษณะแตกต่างไปจากบ้านเราอยู่มาก ระบบขนส่งมวลชนที่เคแอลนี้จัดว่าออกแบบได้ดีทีเดียว มีรถไฟฟ้าอยู่หลายสาย แต่ที่วันนี้จะเล่าให้ฟังคือรถเมล์เมืองกรุง
รถเมล์ที่นี้แบ่งออกเป็นสองประเภท คือรถเอกชน กับรถของรัฐ ถ้าเป็นรถเอกชนก็จะมีลักษณะคล้ายรถเมล์บ้านเราอยู่มาก ส่วนรถรัฐนั้นก็จะมีลักษณะคล้ายๆกับรถเมล์รุ่นใหม่ในลอนดอน คือมีคนขับคนเดียว เป็นทั้งคนออกตั๋วและคนขับในเวลาเดียวกัน(พูดง่ายๆก็เหมือนกับขึ้นไมโครบัสนั้นแหละครับ)
วัฒนธรรมการใช้รถเมล์ที่นี้ไม่เหมือนกับไทยเลยละครับ คนกรุงส่วนใหญ่ไม่นิยมรถเมล์เสียเท่าไร ทั้งนี้ก็เพราะว่าหากท่านเป็นคนชั้นกลางแล้ว คงจะหาซื้อรถขับได้ไม่ยาก ทั้งนี้ก็เนื่องจากประเทศนี้มีรัฐวิสาหกิจที่ผลิตรถยนต์ถึงสองแห่ง รูปร่างรถก็มีตั้งแต่รถเล็กๆราคาแสนกว่าๆ ไปจนถึงระดับน้องๆBMW นอกจากนั้นหากเป็นคนจนก็นิยมซื้อมอไซค์ขับมากกว่าที่จะนั่งรถเมล์ รถเมล์ที่นี้เลยมีไม่มากเท่ากับกรุงเทพฯ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีเสียเลย เป็นประเภทเน้นคุณภาพไม่เน้นปริมาณครับ
คนที่ต้องการจะใช้บริการก็จะต้องไปนั่งคอยที่ป้ายรถเมล์ แต่ละคันจะมีรอบของตัวเองโดยปรกติจะมาประมาณ สิบห้า ถึงยี่สิบนาทีต่อคัน แต่บางสายอาจกินเวลาถึงสี่สิบห้านาที เรียกว่ารอกันเหงือกแห้งเลยละครับ ส่วนเวลาขึ้นก็ต้องขึ้นด้านหน้าแย่งกันขึ้นเหมือนกับคนไทย เวลาลงก็แย่งกันลงไม่ต่างกัน ต่างกันที่นั่งไม่สบายเหมือนกับรถยูโรทูที่บางกอกก็เท่านั้น
สำหรับราคาก็เรียกว่าสมเหตุสมผล อยู่ระหว่าง สิบบาทถึงสามสิบ ขึ้นอยู่กับระยะทาง ระบบโดยร่วมก็เหมือนกับรถเมล์ลอนดอนที่แบ่งออกเป็นโซนๆ แต่ละโซนก็มีราคาแตกต่างกัน หรืออาจจะเป็นผมบ้านเราเองที่แปลกก็ไม่รู้เลยรู้สึกว่ารถเมล์ที่นี้เชื่องช้าเหมือนช้างตัวโตๆ คงหากอยู่ไปซักพักคงจะเชื่องช้าตามเขาเป็นแน่แท้

15 September 2007

He may be a professor, but he isn't a scholar.

15/9/2007, 9:18 AM

เมื่อวาน(14 ก.ย. 50) ตื่นเช้ามาลงไปโรงอาหารหอถึงกับมึน เพราะแปดโมงกว่าแล้วโรงอาหารยังปิดหมดทุกร้าน สาเหตุหรือครับ ก็เนื่องจากเป็นเทศกาลรอมาฎอน ชาวมุสลิมจะถือศีลอด ไม่ทานอาหารตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นยันพระอาทิตย์ตกเลยละครับ ผมก็ตกใจซิตอนแรกไม่รู้นิว่าจะเริ่มวันนี้ แล้วทำไงได้ละครับอาหารก็ไม่มีตุนไว้ อดกินข้าวไปครึ่งวันโชคดีที่ตอนเที่ยงๆมีร้านอาหารเปิดบ้างเลยพอเอาตัวรอดมาได้

ช่วงนี้ยังไม่มีการเรียนการสอน ผลเลยถือโอกาสออกไปเที่ยวใน KL คนเดียวเป็นครั้งแรก นั้งรถเมล์ไปต่อรถไฟฟ้า สะดวกดีเหมือนกันนะครับ เสียแต่ว่าระบบป้ายบอกสัญญาณ กับภาษาที่เขาใช้บางทีมันมีแต่ มาเลย์กับจีน ไม่มีภาษาอังกฤษ ก็เลยต้องถามไปเรื่อยๆจนกว่าจะได้คำตอบที่ต้องการ ผมก็ไปดูตึกเปโตรนาสตึกแฝดที่สูงที่สุดในโลก(แหง ดิ ก็ บินลาเดนมันถล่มWTCไปแล้วนิ) แต่ก็อยู่ได้แต่ข้างล่างละครับ เดินเล่นในศูนย์การค้าได้อารมณ์เหมือนเดินในสยามดิส ผมว่ายังเอามาเทียบกับพารากอนหรือเอ็มโพบ้านเราไม่ได้หรอกครับ ของเราดีกว่าหลายขุมนัก มันสะดวกหน่อยตรงที่รถไฟฟ้าใต้ดินผ่านใต้ตึก ไม่ต้องเดินออกไปนอกตึกให้เสียเวลา จริงๆแล้วที่มาเดินเปโตรนาส(KLCC) ก็เพราะว่านัดกับ Dato Latt (ต่อไปจะเรียนว่าพี่แลต) ไว้ ผมกับพี่แลตรู้จักกันมากว่าเจ็ดปีแล้ว ตั้งแต่ผมยังเป็นนักเรียนอยู่วชิราวุธฯ ตอนนั้นกลับจากทุนพระยาปรีชานุสาสน์(Shrewsbury School)ใหม่ๆ โรงเรียนเลยให้ไปรับแขกต่างชาติ ผมกับพี่แลตสนิทกันมากเรียกว่าเกือบทุกครั้งที่พี่เขามาเมืองไทยเราต้องหาเวลานัดกัน หรือไม่ก็โทรคุยกัน ระหว่างที่รอพี่แลตผมไปเดิน Kinokuniya หา lonely planet มาอ่าน หนังสือที่นี้ถูกมากเพราะรัฐบาลเขาไม่เก็บภาษีกระดาษ/หนังสือ เพื่อจะส่งเสริมให้คนซื้อหนังสืออ่าน ผมคิดว่าเป็นแนวคิดที่ดีมากเลยละครับ เพราะเมื่อหนังสือราคาถูกก็เท่ากับว่าประชาชนจะสามารถเข้าถึงความรู้ได้ง่ายขึ้น หลังจากซื้อหนังสือแล้วก็มาหามุมดีๆใน food court อ่าน ไปจิบกาแฟไป มีความสุขจริงๆ

พี่แลตส่งรถมารับเป็นรถประจำตำแหน่งมีตราวีไอพีติดข้างหน้าอีกตั้งหาก แถมจอดหน้าห้างที่เข้าห้ามคนทั่วไปจอดได้อีกด้วย ตอนแรกก็รู้สึกประหม่าอยู่เหมือนกัน เอาละไหนๆก็มาแล้ว รถก็วนมารับพี่แลตที่โรงแรมแห่งหนึ่ง จากนั้นพี่แลตก็บอกว่าจะพาไปพบกับท่านทูต ผมก็นึกในใจว่า ดีละจะได้ให้พี่แลตฝากฝังให้ อีกทั้งเราก็ยังไม่ได้มารายงานตัวต่อสถานทูตตามใบสั่ง ก.พ. ด้วย รถก็วนไปวนมา มาจอดหน้าบ้านหลังหนึ่ง สังเกตสิ่งผิดปรกติคือธงหน้าบ้านมันมีสามสีนิ แถมคนยังเต็มบ้านอีกด้วย ทุกคนแต่งกายอย่างเรียบร้อย ผู้หญิงก็สวมชุดราตรี ส่วนคุณผู้ชายก็สวมเสื้อนอกสีดำ แต่ปลดกระดุมคอ ส่วนผมสวมเสื้อเชิตแขนสั่นกางเกงยีน มารู้จากพี่แลตอีกทีว่าคืนนี้ท่านทูตอิตาลีเชิญทูตนานาชาติกับนักธุรกิจที่สำคัญมาเลี้ยงอาหารเย็น ทำเอาผมอึงไปเลย ตอนแรกก็ทำอะไรไม่ค่อยถูกได้แต่ยืนยิ้ม พอถึงเวลานั่งโต๊ะอาหารเขาจัดชื่อและที่นั้งไว้หมดแล้ว ผมก็ไปนั่งในตำแหน่งภรรยาพี่แลต(ซึ่งไม่ได้มาในวันนี้) ด้านซ้ายเป็นทูตชิลี ด้านขวาเป็นทูตไอแลนด์ ถัดไปเป็นนักธุรกิจมาเลย์อีกสองท่าน และก็นักธุรกิจอินเดีย ส่วนพี่แลตหรือครับ นั่งถัดไปอีกสองโต๊ะ แถมหันหลังให้กันอีก โอ้.. เหมือนโดนแกล้ง ตอนแรกก็ไม่มีใครคุยด้วยและก็ไม่รู้จะคุยกับใคร เพราะเรื่องที่คุยกันส่วนใหญ่ก็เกี่ยวกับโครงการใหญ่ๆ การลงทุน นโยบายเศรฐกิจของมาเลย์ อะไรทำนองนี้ ทุกคนมีส่วนได้เสียกันหมด ยกเว้นผมซึ่งไม่มีอะไรเกี่ยวข้องเลย แต่แล้วท่านทูตไอแลนด์(ท่านยูจิน) ก็ถามว่า "แล้วเราละ มาอยู่ตรงนี้ได้ไง" เพราะท่านก็คงงงว่าทำไมคนไทยมากับ รมช.มาเลย์ (แต่ทูตไทยไม่มา) ผมก็พยายามบอกว่าผมได้รับทุนรัฐบาลมาเรียนแล้วพอดีรู้จักพี่แลต เลยถูกลักพาตัวมา

ท่านทูตยูจินคุยสนุกมากท่านเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ไอริชให้ฟัง แล้วก็ชีวิตในวัยเรียนของท่านที่ประเทศไอแลนด์ เรื่องที่ผมประทับใจมากคือ ตอนที่ท่านเรียนโทอยู่ ท่านมีอาจารย์เป็นชาวอังกฤษซึ่งมีบุคลิกแบบคนอเมริกัน สูบบุหรื่ในห้องเรียน ชอบมองผ่านปลายจมูกทำให้ดูยิ่ง โดยรวมคือทำเอานักเรียนขวัญเสียได้ในบางครั้ง วันหนึ่งท่านเข้าไปเสนอวิทยานิพนธ์กับอาจารย์ผู้นี้ ท่านอ่านผ่านๆแล้วบอกว่าการอ้างอิงยังไม่ดี ไม่เป็นวิทยานิพนธ์ที่มีลักษณะทางวิชาการ ในขณะที่ท่านทูตจะเถียงว่าก็อ้างอิงมาเยอะแล้วนิ อาจารย์ก็ตัดบทว่า "ผู้เขียนหนังสือที่คุณอ้างแม้จะเป็นศาสตราจารย์ แต่เขาไม่ได้เป็นนักปราชญ์"(He may be a professor, but he isn't a scholar.) คำนี้แหละครับที่ผมชอบมาก เพราะการเป็นนักปราชญ์นั้นต่างกับศาสตราจารย์หลายขุมนัก ผมกับท่านทูตยิ่งคุยยิ่งสนุกคอ เราแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับเรื่องการเมืองในประเทศไทย(เพราะท่านก็เป็นทูตประจำประเทศไทยด้วย) การเลือกตั้ง พระมหากษัตริย์กับการปกครอง การปฏิวัติ ฯลฯ พินิจแล้วท่านคงจะติดใจผมมากขนาดที่ให้ผมนัดท่านทานข้าวเย็นด้วยกันอีก ท่านว่าจะเล่าประวัติศาสตร์การเมืองในยุโรปให้ฟังและจะแถมให้ด้วยว่าทำไมการเมืองไทยจึงประสบปัญหา

หลังจากทานอาหารเสร็จก็มาจับกลุ่มคุยกับคนอื่นๆอีก นับว่าเป็นการออกงานในมาเลย์ครั้งแรกที่ไม่ได้มีการเตรียมตัวมาก่อน แต่ก็ไม่เลวทีเดียวนะครับ เพราะนี้ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่พี่แลต surprise แบบนี้ แต่คราวนี้ต้องติจริงๆว่าน่าจะบอกกันหน่อยนะ จะได้แต่งตัวให้มันเหมาะสมกว่านี้ เอาละอย่างไรก็ถือได้ว่าเป็นโอกาสที่ดีที่ได้เจอผู้ใหญ่ในบ้านเมืองนี้(แม้จะนุ่งกางเกงยีนก็ตาม)

14 September 2007

สี่วันแรกในมาเลย์

นี้ก็เป็นวันที่สี่แล้วในมหาวิทยาลัยมาลายา มหาวิทยาลัยที่จัดว่าเป็นอันดับหนึ่งของประเทศมาเลเซีย โดยเฉพาะด้านสังคมศาสตร์นั้นมหาวิทยาลัยแห่งนี้มีชื่อเสียงมากที่เดียว หากให้เปรียบเทียบกับมหาวิทยาลัยของไทยก็คงเปรียบได้กับจุฬาฯหรือธรรมศาสตร์นั้นแหละครับ สำหรับหลักสูตรที่ผมมาเรียนก็จะเป็น International Master of ASEAN Studies หลักสูตรนี้จะประกอบไปด้วยนักเรียนทุนจากประเทศอาเซียนต่างๆ (แต่รุ่นผมมี 3 ประเทศที่ไม่ส่งมาคือ สิงคโปร์ กัมพูชา และ ฟิลิปปินส์) นอกจากนั้นยังมีบางส่วนที่มาจากประเทศ ญี่ปุน จีน ปากีสถาน อิตาลี ฝรั่งเศส และ สหรัฐอเมริกา สรุปแล้วโดยร่วมก็เป็นโปรแกรมที่รวมคนหลายๆเชื้อชาติมานั่งถกเถียงกันในประเด็นต่างๆที่ผู้เขียนหลักสูตรวางไว้ เท่าที่ได้รับฟังมาก็นับว่าน่าสนใจทีเดียวครับ จุดที่น่าสักเกตก็คือทุกคนที่มาเรียนโครงการนี้ต่างก็ได้รับทุนทั้งนั้น เพื่อนๆของผมจึงจัดได้ว่ามีคุณภาพในระดับหนึ่งทีเดียว แม้ว่าจะไม่ได้เป็น Top class แต่ก็มีสติปัญญา

นอกจากเรื่องเรียนแล้ว สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันก็คือเรื่องวัฒนธรรมความเป็นอยู่และอาหารของชาวมาเลย์เซีย ประเทศมาเลยเซียประกอบไปด้วยเชื้อชาติ 3 ประเภทหลักๆ คือ มาเลย์ จีน และ อินเดีย ทั้งสามเชื้อชาติอยู่ร่วมกันโดยต่างก็รักษาอัตลักษณ์ของตนเองได้อย่างดีที่เดียว เช่น ภาษาที่ใช้ อาหารการกิน วัฒนธรรมการใช้ชีวิตและความเชื่อ แต่การที่ได้เห็นความแตกต่างแต่ไม่แตกแยกของคนที่นี้ก็สร้างความประทับใจได้ไม่น้อย

ตอนนี้ผมได้เพื่อนร่วมห้อง(Roommate)เป็นชาวอินโดนิเซีย เคยใช้ชีวิตอยู่ในเมืองไทยมาระยะหนึ่งเขาจึงไม่ค่อยมีปัญหาเกี่ยวกับวัฒนธรรมของเรามากนัก ปัญหากลับอยู่ที่ผมเองที่บางทีก็ไม่เข้าใจวัฒนธรรมของเขา เช่น เรื่องการสูบบุหรี่ คนอินโดสูบบุหรี่จัดมาก ประการนี้รวมไปถึงชาวมาเลย์บางส่วนด้วยนะครับ มีคนบอกว่าที่พวกเขาสูบจัดก็เนื่องจากศาสนาอิสลามห้ามไม่ให้ดื่มสุรา เมื่อดื่มสุราไม่ได้พวกเขาก็มาลงกับบุหรี่แทน การสูบบุหรี่ที่นี้เป็นสิ่งที่เรียกได้ว่าปรกติมาก ไม่เหมือนกับที่เมืองไทยที่คนสูบบุหรี่ถูกทำให้มีภาพลักษณ์ที่หน้ารังเกียจ ที่แย่กว่านั้นคือรัฐบาลก็ไม่รณรงค์ให้คนเลิกบุหรี่ ทั้งนี้เนื่องจากบริษัทยาสูบของประเทศทั้งสองนี้มีผลกำไรที่สูงมาก และบริษัทยาสูบก็เป็นฐานการผลิตให้กับบริษัทตะวันตกอีกด้วย มีกำไรมากก็มีเงินมาก มีเงินมากก็มีอำนาจมาก มีอำนาจมากก็อย่างที่รู้ๆกันละครับ....